Kiyota, K. and Stern, R.M. (2005). An Assessment of the Economic Effects of the Menu of U.S. Trade Policies. Global Economy Volume 5 (4), Article 22.

แปลและเรียบเรียงโดย สรนา บุญบรรล
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 09/02/49


ทความนี้สรุปจากรายงานการวิจัยเรื่อง An Assessment of the Economic Effects of the Menu of U.S. Trade Policies ของ Kozo Kiyota นักวิชาการจาก Yokohama National University และ Robert M. Stern นักวิชาการจาก University of Michigan ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Global Economy Volume 5, Issue 4, ปี 2005 Article 22

บทความนี้ใช้แบบจำลองการค้าระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (Michigan Model of World Production and Trade) ในการประมาณการผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากนโยบายการค้าของสหรัฐซึ่งประกอบด้วย การทำความตกลงเสรีทางการค้าในหลายรูปแบบทั้งแบบทวิภาคี แบบภูมิภาค แบบพหุภาคี และการเปิดเสรีทางการค้าฝ่ายเดียว

แบบจำลองมิชิแกนครอบคลุม 18 สาขาเศรษฐกิจซึ่งรวมถึงสาขาเกษตรกรรม สาขาการผลิต และสาขาการบริการ ใน 22 ประเทศ / ภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการค้าของสหรัฐ การวิเคราะห์เน้นที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ 2 ด้านคือ ผลกระทบต่อสวัสดิการโดยรวม (aggregate welfare) และผลกระทบต่อการจ้างงานเป็นรายสาขา (sectoral employment effects) ทั้งของสหรัฐและประเทศ / ภูมิภาคที่เป็นภาคี

  1. ผลการประมาณการ
  2. การเกิด HUB และ SPOKE ทางการค้าจาก FTA ของสหรัฐกับประเทศต่างๆ
  3. ผลกระทบด้านสวัสดิการของการเปิดเสรีทางการค้าแบบฝ่ายเดียวและแบบพหุภาคี
  4. ข้อสรุป

1. ผลการประมาณการ


 

ในปัจจุบัน สหรัฐได้ทำความตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศทั่วโลกซึ่งมีทั้งความตกลงที่ลงนามไปเรียบร้อยแล้วและที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา ดังนี้

  • USCHFTA U.S.-Chile FTA
  • USSGFTA U.S.-Singapore FTA
  • USCAFTAU.S.-Central America FTA
  • USAUSFTA U.S.-Australia FTA
  • USMORFTA U.S.-Morocco FTA
  • USSACUFTA U.S.-Southern African Customs Union FTA
  • USTHFTA U.S.-Thailand FTA
  • USKORFTA U.S.-Korea FTA
  • FTAA Free Trade Area of the Americas

ผลการวิเคราะห์ตั้งอยู่บนข้อสมมุติฐานที่ว่าความตกลงการค้าเสรีจะยกเลิกภาษีศุลกากรทั้งในภาคการเกษตรและภาคการผลิต และขจัดการกีดกันทางการค้าบริการ อย่างไรก็ตามความตกลงในด้านอื่นๆ เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ มาตรการเยียวยาทางการค้า การระงับข้อพิพาท และกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า จะไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์

U.S.-Chile FTA --- ความตกลงการค้าเสรีสหรัฐ – ชิลีได้รับการรับรองจากรัฐสภาสหรัฐเมื่อปี 2003 จากผลการประเมินชี้ให้เห็นว่า FTA สหรัฐ-ชิลี จะทำให้สวัสดิการทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 7.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สวัสดิการของประเทศสหรัฐเพิ่มขึ้น 6.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (0.1 % ของ GNP) และสวัสดิการของประเทศชิลีเพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (1.7% ของ GNP) ส่วนผลกระทบด้านการจ้างงานของสหรัฐโดยรวมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่สำหรับประเทศชิลีมีการจ้างงานเพิ่มสูงขึ้นในสาขาเกษตรกรรม อุตสาหกรรมไม้และสินค้าที่ทำจากไม้ สินค้าที่เกี่ยวกับโลหะ สาขาการค้าและการขนส่ง รวมทั้งการบริการภาคเอกชนอื่นๆ ในขณะที่การจ้างงานลดต่ำลงมากในสาขาการผลิตเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ รวมทั้งในสาขาการบริการภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงของอัตราการจ้างภายในประเทศชิลีแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการปรับตัวของตลาดแรงงานซึ่งเป็นผลมาจาก FTA

U.S.-Singapore FTA --- ความตกลงการค้าเสรีสหรัฐ – สิงคโปร์ได้รับการรับรองจากรัฐสภาสหรัฐเมื่อปี 2003 จากผลการประเมินชี้ให้เห็นว่า FTA สหรัฐ-สิงคโปร์ จะทำให้สวัสดิการทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 21.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สวัสดิการของประเทศสหรัฐเพิ่มขึ้น 17.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ (0.1 % ของ GNP) และสวัสดิการของประเทศสิงคโปร์เพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2.4% ของ GNP) ส่วนผลกระทบต่อการจ้างงานของสหรัฐมีเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ การจ้างงานภายในประเทศสิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นในสาขาสิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และการบริการ แต่ในสาขาที่เหลืออื่นๆส่วนใหญ่มีการจ้างงานที่ต่ำลง การเปลี่ยนแปลงด้านการจ้างงานในแต่ละสาขาแสดงให้เห็นถึงภาระด้านการจ้างงานที่เกิดขึ้นจากการทำ FTA กับสหรัฐที่ประเทศสิงคโปร์จะต้องเผชิญ

U.S.-Central America FTA --- ความตกลงการค้าเสรีอเมริกากลาง ได้รับการรับรองจากรัฐสภาสหรัฐเมื่อปี 2005 จากผลการประเมินตกลงการค้าเสรีอเมริกากลางจะทำให้สวัสดิการทั่วโลกเพิ่มขึ้นโดยประมาณ 12.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ สวัสดิการของประเทศสหรัฐเพิ่มขึ้น 11.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ (0.1 % ของ GNP) และสวัสดิการของประเทศในอเมริกากลางและแถบทะเลแคริเบียนรวมกันเพิ่มขึ้นประมาณ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (3.9% ของ GNP) อย่างไรก็ตาม ความตกลงการค้าเสรีอเมริกากลางก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้าซึ่งมีผลกระทบในทางลบต่อประเทศและภูมิภาคที่ไม่ได้เป็นสมาชิก และในส่วนของการจ้างงาน จะส่งผลให้การจ้างงานของสหรัฐในสาขาสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปลดลง ในขณะที่การจ้างงานในสาขาสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของประเทศในอเมริกากลางและแถบทะเลแคริเบียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แต่ในสาขาที่เหลืออื่นๆส่วนใหญ่มีการจ้างงานที่ต่ำลงเนื่องจากเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานจากสาขาอื่นๆมาสู่สาขาสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้แรงงาน และทำให้อาจสรุปได้ว่าความตกลงการค้าเสรีอเมริกากลางอาจก่อให้เกิดการสูญเสียการมีงานทำ (worker displacement) จำนวนมากในช่วงของการปรับตัวภายหลังการเปิดเสรีทางการค้า

U.S.-Australia FTA --- ความตกลงการค้าเสรีสหรัฐ – ออสเตรเลียได้รับการรับรองจากรัฐสภาสหรัฐเมื่อปลายปี 2004 และเริ่มมีผลบังคับใช้ในต้นปี 2005 จากผลการประเมินความตกลงการค้าเสรีสหรัฐ – ออสเตรเลียจะส่งผลให้สวัสดิการทั่วโลกเพิ่มขึ้นโดยประมาณ 21.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ สวัสดิการของประเทศสหรัฐเพิ่มขึ้น 18.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (0.1 % ของ GNP) และสวัสดิการของประเทศออสเตรเลียเพิ่มขึ้นประมาณ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (1.1% ของ GNP) มีผลกระทบในทางลบที่เกิดจากการเบี่ยงเบนทางการค้าต่อประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคีความตกลง สำหรับสหรัฐมีการเปลี่ยนแปลงด้านการจ้างงานในแต่ละสาขาเพียงเล็กน้อย ในขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกต่อการจ้างงานของออสเตรเลียโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาอาหาร เครื่องดื่มและยาสูบ การค้าและการขนส่ง รวมทั้งการบริการภาคเอกชนอื่นๆ แต่ส่งผลกระทบในทางลบต่อการจ้างงานในสาขาที่เหลืออื่นๆ

U.S.-Morocco FTA --- ความตกลงการค้าเสรีสหรัฐ – โมร็อกโกได้รับการรับรองจากรัฐสภาสหรัฐเมื่อปี 2005 การค้าสินค้าและบริการระหว่างสหรัฐกับโมร็อกโกมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการค้าระหว่างโมร็อกโกกับ EU และ EFTA ผลจากการประเมินสวัสดิการทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากการทำความตกลงการค้าเสรีสหรัฐ – โมร็อกโกประมาณ 9.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ สวัสดิการของประเทศสหรัฐเพิ่มขึ้น 8.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (0.1 % ของ GNP) และสวัสดิการของประเทศโมร็อกโกเพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2.8% ของ GNP) แทบไม่มีผลกระทบต่อการจ้างงานภายในประเทศสหรัฐเลย ส่วนในประเทศโมร็อกโกมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในสาขาการค้าและการขนส่ง แต่การจ้างงานลดลงอย่างมากในสาขาเกษตรกรรม อาหาร เครื่องดื่มและยาสูบ สิ่งทอ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป โดยสรุปแล้ว ความตกลงการค้าเสรีสหรัฐ – โมร็อกโกก่อให้เกิดผลกระทบด้านสวัสดิการและการจ้างงานน้อยมากต่อทั้งสหรัฐและโมร็อกโก

U.S.-Southern African Customs Union FTA --- ความตกลงการค้าเสรีสหรัฐ – สหภาพศุลกากรแอฟริกาตอนใต้ ในปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาซึ่งผลจากการประเมินพบว่าความตกลงจะทำให้สวัสดิการทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 10.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ สวัสดิการของสหรัฐเพิ่มขึ้น 9.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ (0.1 % ของ GNP) และสวัสดิการของประเทศสมาชิกในสหภาพศุลกากรแอฟริกาตอนใต้รวมกันจะเพิ่มประมาณ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2.8% ของ GNP ) มีผลกระทบน้อยมากต่อการจ้างงานภายในประเทศสหรัฐ ในขณะที่การจ้างงานในสาขาสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของประเทศสมาชิกในสหภาพศุลกากรแอฟริกาตอนใต้เพิ่มสูงขึ้น แต่มีผลกระทบในทางลบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆที่เหลือเกือบทั้งหมดเนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากสาขาอื่นไปสู่สาขาสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีการขยายตัวอย่างมาก

U.S.-Thailand FTA --- ความตกลงการค้าเสรีสหรัฐ – ไทย ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาซึ่งผลจากการประเมินพบว่าความตกลงจะทำให้สวัสดิการทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 19.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ สวัสดิการของสหรัฐเพิ่มขึ้น 15.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (0.1 % ของ GNP) และสวัสดิการของประเทศไทยเพิ่มประมาณ 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (3.6% ของ GNP ) นอกจากนั้นยังพบว่าความตกลงจะก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า ในส่วนของผลกระทบต่อการจ้างงานแทบไม่มีผลใดๆเลยต่อสหรัฐ สำหรับประเทศไทย มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในสาขาสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป การก่อสร้าง การค้าและการขนส่ง และมีการจ้างงานต่ำลงในสาขาเกษตรกรรม การทำเหมืองแร่ อาหาร เครื่องดื่มและยาสูบ การผลิตที่เน้นการใช้เครื่องจักร (capital-intensive manufactures) และการบริการทั้งของภาครัฐและเอกชน

U.S.-Korea FTA --- ความตกลงการค้าเสรีสหรัฐ – เกาหลีใต้ กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา โดยประมาณการความตกลงจะทำให้สวัสดิการทั่วโลกเพิ่มขึ้น 47.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ สวัสดิการของประเทศสหรัฐเพิ่มขึ้น 29.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (0.2 % ของ GNP) และสวัสดิการของประเทศเกาหลีใต้เพิ่มประมาณ 13.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2.5% ของ GNP ) มีผลกระทบน้อยมากต่อการจ้างงานทั้งในสหรัฐและเกาหลีใต้

Free Trade Area of the Americas (เขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกา) --- เนื่องจากแบบจำลองที่ใช้ไม่ได้มีการแยกวิเคราะห์เป็นรายประเทศ ดังนั้นในการประเมินผลกระทบของ FTAA จึงเป็นการรวมผลกระทบที่มีต่อประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก ชิลี ผลกระทบโดยรวมที่มีต่อประเทศในอเมริกากลางและแถบทะเลแคริเบียน และผลกระทบโดยรวมที่มีต่อประเทศในอเมริกาใต้ทั้งหมดรวมกัน ผลจากการประเมินพบว่า FTAA ทำให้สวัสดิการโลกเพิ่มขึ้น 114.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มสวัสดิการของสหรัฐขึ้น 62.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (0.5 % ของ GNP) เพิ่มขึ้น 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (0.6 % ของ GNP) สำหรับประเทศแคนาดา เพิ่มขึ้น 8.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (1.1 % ของ GNP) สำหรับประเทศเม็กซิโก เพิ่มขึ้น 3.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (4.1 % ของ GNP) สำหรับประเทศชิลี เพิ่มขึ้น 7.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (5.6 % ของ GNP) สำหรับประเทศในอเมริกากลางและแถบทะเลแคริเบียน และเพิ่มขึ้น 36.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2.3 % ของ GNP) สำหรับประเทศในอเมริกาใต้ที่เหลือทั้งหมด นอกจากนั้นยังพบว่าความตกลงจะก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้าซึ่งมีผลกระทบในทางลบต่อประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคีความตกลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประเทศญี่ปุ่น EU และ EFTA ในส่วนของผลกระทบด้านการจ้างงาน FTAA จะทำให้การจ้างงานในสาขาเหมืองแร่ สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป อุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่ง และการค้าและการขนส่งของสหรัฐลดลงเล็กน้อย แต่การจ้างงานในสาขาอื่นๆเพิ่มสูงขึ้น ไม่มีผลกระทบมากนักต่อการจ้างงานในแคนาดา ในขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในประเทศเม็กซิโก ประเทศชิลี ประเทศในอเมริกากลางและแถบทะเลแคริเบียน และประเทศในอเมริกาใต้ จากผลการประเมินจึงอาจสรุปได้ว่าประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นสมาชิก FTAA จะต้องเผชิญกับการปรับตัวด้านการจ้างงานที่มากกว่าประเทศสหรัฐและแคนาดา

กลับสู่ด้านบน


2. การเกิด HUB และ SPOKE ทางการค้าจาก FTA ของสหรัฐกับประเทศต่างๆ


 

ผลการวิเคราะห์ข้างต้นชี้ให้เห็นว่า FTA ของสหรัฐกับประเทศต่างๆ จะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบในด้านสวัสดิการต่อประเทศหรือภูมิภาคที่ไม่ได้อยู่ในภาคีความตกลง ซึ่งตามทฤษฎีการค้าที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (Bilateral FTA) คือการให้สิทธิพิเศษทางการค้า (preferential trading arrangement) เฉพาะแก่ประเทศภาคีความตกลงซึ่งจะก่อให้เกิดผล 2 ด้าน หนึ่งเป็นผลกระทบในทางบวก กล่าวคือความตกลงจะสร้างโอกาสและขยายการค้า (Trade Creation) ซึ่งทำให้สวัสดิการโดยรวมของประเทศภาคีและของโลกดีขึ้น และสองเป็นผลกระทบในทางลบคือ ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) ซึ่งจะทำให้ระดับสวัสดิการโดยรวมของประเทศภาคีและของโลกต่ำลง แต่อย่างไรก็ตามยังมีอีกแนวคิดหนึ่งที่กล่าวว่า ความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีนั้นคือระบบการค้าแบบประเทศศูนย์กลางและประเทศบริวาร (hub-and-spoke arrangement) ซึ่งตามบทความนี้ สหรัฐเป็นประเทศศูนย์กลาง (hub) และประเทศอื่นๆที่เป็นภาคีความตกลงกับสหรัฐ คือประเทศบริวาร (spoke) ตามแนวคิดนี้ยิ่งมีการทำความตกลงเสรีทางการค้าแบบทวิภาคีมากขึ้นเท่าไรก็จะยิ่งทำให้เกิดประเทศบริวารมากขึ้นตามไปด้วย และการมีประเทศบริวารจำนวนมากและหลากหลายจะก่อให้เกิดการทับซ้อนและสร้างความสับสนในระบบการค้าเนื่องจากความตกลงที่สหรัฐทำกับประเทศหรือภูมิภาคต่างๆ ย่อมมีความแตกต่างกันออกไปทั้งในด้านเนื้อหาและเป้าหมายของความตกลง ความแตกต่างและการทับซ้อนกันของความตกลงนั้นทำให้บริษัทและนักลงทุนจะต้องเสียต้นทุนทางธุรกรรมที่สูงขึ้นในการทำการค้าและยังเป็นการสร้างการเบี่ยงเบนต่อการค้าโลกโดยรวมอีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้นการทำความตกลงเสรีทางการค้าแบบทวิภาคียังขัดต่อหลักการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์อย่างยิ่ง (MFN) ซึ่งเป็นหลักการค้าโดยปราศจากความลำเอียงที่เป็นหัวใจสำคัญของระบบการค้าแบบพหุพาคี ซึ่งผลกระทบที่เกิดจากการให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศใดประเทศใดประเทศหนึ่งของ FTA คือสิ่งที่ Bhagwati และ Panagariya เรียกว่า “spaghetti-bowl effect”

กล่าวโดยสรุปคือ ผลการประมาณการจากแบบจำลองชี้ให้เห็นว่านโยบายการค้าของสหรัฐจะทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้าไปทั่วโลกและมีผลในทางลบต่อสวัสดิการโดยรวมของโลกในที่สุด ดังนั้นถึงแม้ว่าประเทศภาคีจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการทำ FTA กับสหรัฐแต่ก็อาจจะได้รับผลกระทบในทางลบจาก FTA ที่สหรัฐทำกับประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆทั่วโลกได้

กลับสู่ด้านบน


3. ผลกระทบด้านสวัสดิการของการเปิดเสรีทางการค้าแบบฝ่ายเดียวและแบบพหุภาคี


 

ผลการวิเคราะห์สามารถสรุปได้ว่า ถ้าสหรัฐเปิดเสรีทางการค้าแบบฝ่ายเดียวให้แก่คู่ค้าจะทำให้สวัสดิการของสหรัฐเพิ่มขึ้น 368.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2.9 % ของ GNP) ซึ่งมากกว่าถึงสามเท่าเมื่อเทียบกับสวัสดิการที่ได้รับจาก FTA ทั้งหมดของสหรัฐรวมกัน และถ้าสหรัฐเปิดเสรีทางการค้าแบบทั่วโลก สวัสดิการของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 591.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ (4.6 % ของ GNP) นอกจากนั้นผลการวิเคราะห์ยังชี้ชัดอีกด้วยว่าประเทศภาคีที่ทำ FTA กับสหรัฐจะได้รับผลประโยชน์สูงขึ้นถ้าสหรัฐเปิดเสรีทางการค้าแบบฝ่ายเดียว จะมีเพียงแต่ประเทศสิงคโปร์และออสเตรเลียเท่านั้นที่ผลประโยชน์ทางการค้าลดลง ยิ่งไปกว่านั้นถ้าประเทศภาคีเองก็เปิดเสรีทางการค้าแบบฝ่ายเดียวหรือแบบทั่วโลกเช่นเดียวกับสหรัฐ ประเทศเหล่านั้นก็จะยิ่งได้รับประโยชน์ที่มากยิ่งขึ้นไปอีก

กลับสู่ด้านบน


4. ข้อสรุป


 

จากการใช้แบบจำลองมิชิแกนเพื่อประมาณการผลกระทบด้านสวัสดิการโดยรวมและผลกระทบด้านการจ้างงานเป็นรายสาขาของนโยบายการค้าของสหรัฐสามารถสรุปได้ว่า การทำ FTA มีผลกระทบน้อยมากต่อสวัสดิการโดยรวมของสหรัฐและมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการจ้างงานโดยรวม แต่ในบางสาขาอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดโดยขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่เกิดจากการทำ FTA กับแต่ละประเทศ ในส่วนของผลกระทบด้านสวัสดิการที่มีต่อประเทศภาคีความตกลงของสหรัฐนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผลกระทบในทางบวกแต่ในสัดส่วนที่น้อยมาก กล่าวคือไม่ได้ทำให้สวัสดิการโดยรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตามมีหลักฐานที่สำคัญซึ่งชี้ให้เห็นถึงการย้ายงาน (employment shift) ในบางประเทศ นอกจากนั้นการทับซ้อนของความตกลงที่เกิดจากการทำ FTA กับหลายๆประเทศในเวลาเดียวกันของสหรัฐจะก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้าต่อระบบเศรษฐกิจโลกและสร้างผลกระทบในทางลบด้านสวัสดิการต่อประเทศหรือภูมิภาคที่ไม่ได้เป็นภาคีความตกลง และถึงแม้ว่าประเทศภาคีของสหรัฐจะได้รับผลประโยชน์จากการทำ FTA ประเทศเหล่านั้นยังมีความเสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบในทางลบที่เกิดจากการทับซ้อนกันของ FTAs จำนวนมากทั้งที่เสร็จสมบูรณ์แล้วและที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาของสหรัฐ

ในทางตรงกันข้าม การเปิดเสรีทางการค้าแบบฝ่ายเดียวและการเปิดเสรีทางการค้าแบบทั่วโลกจะเพิ่มสวัสดิการโดยรวมของโลกขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้ระบบการค้าโลกมีความเป็นระเบียบและเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้นประเด็นคำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำอย่างไรประเทศสมาชิก WTO จะสามารถหาข้อตกลงรวมกันและทำให้การประชุมรอบโดฮามีข้อสรุปที่นำไปสู่การเปิดเสรีทางการค้าแบบทั่วโลกได้อย่างประสบความสำเร็จ

กลับสู่ด้านบน

 


 

ประกอบด้วยสมาชิก 7 ประเทศดังนี้ คอสตาริกา ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ นิคารากัว กัวเตมารา โดมินิกัน และสหรัฐอเมริกา

European Free Trade Association ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 4 ประเทศ ดังนี้ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์

ประกอบด้วยสมาชิก 7 ประเทศดังนี้ บอตสวานา แอฟริกาใต้ เลโซโท สวาซิแลนด์ และนามิเบีย

กลับสู่ด้านบน



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)