Kletzer, L.G. and Rosen, H. (2005). Easing the Adjustment Burden on US Workers, in Bergsten, C.F., ed., The United States and the World Economy: Foreign Economic Policy for the Next Decade, Institute for International Economics, pp 313-342.

แปลและเรียบเรียงโดย สรนา บุญบรรล
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 24/02/49


หรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกในการทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ มาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีทางการค้าได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแรงงานในสาขาต่างๆ เป็นอย่างมากจากการที่ต้องผลิตสินค้าแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือให้แรงงานสามารถที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าสามารถปรับตัวได้ รัฐบาลสหรัฐได้กำหนดมาตรการและโครงการต่างๆ ขึ้นมามากมาย

บทความนี้ซึ่งสรุปมาจากบทความเรื่อง Easing the Adjustment Burden on US Workers โดย Lori G. Kletzer และ Howard Rosen มีจุดประสงค์ที่จะให้ข้อมูลว่า มาตรการช่วยเหลือแรงงานของสหรัฐมีอะไรบ้างและมีผลในทางปฏิบัติอย่างไร เพื่อเป็นบทเรียนในการออกแบบมาตรการในลักษณะเดียวกันในประเทศไทย

  1. มาตรการต่างๆ ในการช่วยเหลือคนงานของสหรัฐ
  2. โครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวจากผลกระทบทางการค้า
  3. การสนับสนุนทางการเมืองต่อ TAA
  4. การปฏิรูป TAA ในทางปฏิบัติ
  5. ปัญหาและข้อจำกัดของ TAA

1. มาตรการต่างๆ ในการช่วยเหลือคนงานของสหรัฐ


 

มาตรการช่วยเหลือแรงงานที่สำคัญที่สุดของสหรัฐคือ การประกันการว่างงาน (Unemployment Insurance หรือ UI) นอกจากนี้ สหรัฐยังมีมาตรการทั่วไปอื่นๆ ในการช่วยให้คนงานสามารถปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพตลาดแรงงานอีกหลายมาตรการ เช่น การออกกฎหมายการแจ้งปรับจำนวนคนงานและการฝึกอบรมใหม่ (Worker Adjustment and Retraining Notification หรือ WARN) ซึ่งกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้า ในกรณีที่จะมีการปลดคนงานจำนวนมากออกจากงาน และมาตรการช่วยเหลือด้านการฝึกอบรมและการหางานใหม่ซึ่งเป็นมาตรการที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติของกฎหมายการลงทุนด้านแรงงาน (Workforce Investment Act หรือ WIA)

ที่น่าสนใจก็คือ สหรัฐเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกเท่านั้นที่มีมาตรการช่วยเหลือพิเศษแก่คนงานที่สูญเสียงานเนื่องจากความตกลงการค้าเสรีหรือการย้ายฐานการผลิตของธุรกิจในประเทศไปยังต่างประเทศ

แม้ว่าสหรัฐมีมาตรการเพื่อการช่วยเหลือคนงานหลายมาตรการก็ตาม มาตรการเหล่านี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของคนงาน นอกจากนี้งบประมาณในหลายโครงการก็ยังต่ำเกินไปและเงื่อนไขในการรับความช่วยเหลือมีความเข้มงวดมากเกินไป ซึ่งทำให้คนงานเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถขอรับความช่วยเหลือจากโครงการได้ โดยเฉพาะโครงการการประกันการว่างงาน ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มีเพียงหนึ่งในสามของคนว่างงานทั้งหมดที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการการประกันการว่างงาน ยิ่งไปกว่านั้นระดับการช่วยเหลือของโครงการการประกันการว่างงานยังต่ำมาก กล่าวคือ คนงานที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กฎหมายกำหนดจะได้รับเงินช่วยเหลือประมาณ 250 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ (ซึ่งต่ำกว่ารายได้ของคนจนที่มีสมาชิกในครอบครัว 4 คน) เป็นระยะเวลาติดกันสูงสุด 26 สัปดาห์ ในขณะที่การช่วยเหลือด้านการฝึกอบรมและการหางานใหม่ก็ใช้ระบบใครมาก่อนได้ก่อน (first-come, first-served ) ซึ่งทำให้ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือคนงานที่เดือดร้อนจริงๆ ได้อย่างทั่วถึง

การประเมินผลที่ผ่านมาพบว่า โครงการการประกันการว่างงานและโครงการฝึกอบรมไม่ได้ช่วยลดระยะเวลาการว่างงานของคนงานลงหรือทำให้คนงานมีรายได้เพิ่มมากขึ้นเมื่อมีงานใหม่ ความไม่มีประสิทธิผลของโครงการเหล่านี้ทำให้รัฐบาลต้องกำหนดโครงการใหม่ๆ ขึ้นมา ในขณะที่ยังไม่ได้ยกเลิกโครงการที่มีอยู่

กลับสู่ด้านบน


2. โครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวจากผลกระทบทางการค้า


 

โครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวจากผลกระทบทางการค้า (Trade Adjustment Assistance หรือ TAA) ถูกริเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 1962 โดยประธานาธิบดี เคเนดี โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนงานที่ต้องสูญเสียงานอันเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

ในระหว่างปี 1974 ถึง 2002 มีคนงานประมาณ 25 ล้านคนที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น แต่มีคนงานเพียง 2.5 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับความช่วยเหลือจาก TAA ทั้งนี้ กว่าครึ่งของคนงานที่ได้รับการช่วยเหลือคือคนงานที่ทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ สิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูปและเหล็ก โดยรัฐบาลได้ให้เงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพ (income maintenance) เป็นเวลาติดกันสูงสุด 52 สัปดาห์ (ซึ่งสูงกว่าที่ได้รับจากการประกันการว่างงาน ที่ให้เพียง 26 สัปดาห์) และให้ความช่วยเหลือด้านการฝึกอาชีพ การช่วยหางานใหม่ และการช่วยเหลือด้านการย้ายงานหรือการย้ายที่อยู่

ภายหลังการลงนามความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ในปี 1993 รัฐสภาสหรัฐมีมติเห็นชอบให้มีโครงการช่วยเหลือพิเศษเพื่อคนงานที่ต้องสูญเสียงาน อันเนื่องจากการนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกหรือจากการที่ธุรกิจสหรัฐย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศทั้งสอง โดยเรียกโครงการดังกล่าวว่า โครงการความช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวจากความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA-Transitional Adjustment Assistance หรือ NAFTA-TAA) โครงการดังกล่าวให้ความช่วยเหลือคล้ายกับความช่วยเหลือทั่วไปของ TAA ที่มีอยู่เดิม แต่ครอบคลุมไปถึงการสูญเสียงานจากการย้ายฐานการผลิตด้วย นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐยังให้ความช่วยเหลือต่อคนงานในอุตสาหกรรมขั้นสอง (secondary workers) ซึ่งหมายถึงคนงานของบริษัทผู้ผลิตสินค้าต้นน้ำที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโก ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ NAFTA-TAA ทับซ้อนกับ TAA ที่มีอยู่เดิม และทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมระหว่างคนงานในโครงการทั้งสอง

กลับสู่ด้านบน


3. การสนับสนุนทางการเมืองต่อ TAA


 

ทั้งๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนงานสหรัฐกว่า 2.5 ล้านคน TAA ก็ไม่เคยได้รับการสนับสนุนทางการเมืองอย่างเต็มที่ กล่าวคือ แม้ว่าสหภาพแรงงานต้องการให้คนงานได้รับการช่วยเหลือจากโครงการ สหภาพแรงงานก็เกรงว่าการสนับสนุนโครงการ TAA อย่างเต็มที่จะเป็นการแสดงท่าทีคัดค้านการเปิดเสรีทางการค้า ในขณะเดียวกัน พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตก็ไม่ได้สนับสนุนโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจน ฝ่ายรีพับลิกันส่วนใหญ่ในรัฐสภามองว่า TAA เป็นเพียงนโยบายรองๆ ที่ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก และมักอนุมัติงบประมาณให้โครงการดังกล่าวน้อยที่สุดแค่ให้พอกับที่จะได้คะแนนเสียงสนับสนุนในการเปิดเสรีทางการค้า ผู้แทนทางการค้าของสหรัฐ (USTR) ก็สนับสนุน TAA เพียงเพื่อเป็นแนวทางให้รัฐสภารับรองความตกลงทางการค้ากับต่างประเทศเท่านั้น

ต่อมาในปี 2002 สหรัฐได้ประกาศใช้กฎหมายทางการค้าฉบับใหม่ (Trade Act of 2002) ซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารในเจรจาทางการค้ากับต่างประเทศ กฎหมายการค้าฉบับใหม่นี้ได้ปฏิรูปและขยาย TAA อย่างมาก ซึ่งทำให้ได้รับการรับรองโดยมีคะแนนเสียง 215 ต่อ 212 จาก สภาผู้แทนราษฎรและ 64 ต่อ 34 จากวุฒิสภา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ TAA จากกฎหมายดังกล่าวก็คือ

  • การรวม TAA และ NAFTA-TAA เข้าเป็นโครงการเดียวกัน
  • การขยายความช่วยเหลือของโครงการให้ครอบคลุมถึงคนงานที่สูญเสียงานจากโรงงานต้นน้ำที่ป้อนวัตถุดิบให้แก่อุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าที่แข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
  • การขยายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึงคนงานที่สูญเสียงานจากการย้ายฐานการผลิตจากสหรัฐไปสู่ประเทศที่เป็นภาคีความตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐ
  • การให้ความช่วยเหลือด้านการประกันสุขภาพ โดยให้คนงานได้รับสิทธิลด ยกเว้น หรือได้เครดิตภาษีล่วงหน้าร้อยละ 65 ของค่าประกันสุขภาพเป็นระยะเวลา 2 ปี
  • การประกันค่าจ้าง (wage insurance) ให้แก่คนงานที่อายุมากกว่า 50 ปีและมีรายได้ต่ำกว่า 50 , 000 ดอลลาร์ต่อปี โดยให้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือครึ่งหนึ่งของส่วนต่างระหว่างรายได้ใหม่และรายได้เก่าเป็นระยะเวลา 2 ปี ทั้งนี้ เงินช่วยเหลือดังกล่าวต้องไม่เกิน 10 , 000 ดอลลาร์ และในระหว่างที่รับเงินช่วยเหลือจากการประกันค่าจ้าง คนงานจะต้องหางานประจำใหม่ทำ โดยต้องลงทะเบียนเข้าร่วมในโครงการทางเลือกของ TAA (Alternative Trade Adjustment Assistance หรือ ATAA) ภายในเวลา 26 สัปดาห์นับตั้งแต่วันที่ออกจากงาน และไม่สามารถเข้ารับความช่วยเหลืออื่นๆ จาก TAA ได้อีก
  • การเพิ่มเงินงบประมาณให้กับโครงการฝึกอบรมจากเดิม 110 ล้านเหรียญดอลลาร์ เป็น 220 ล้านเหรียญดอลลาร์ต่อปี
  • การขยายระยะเวลาในการให้เงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพออกไปอีก 26 สัปดาห์ โดยคนงานสามารถลงทะเบียนเข้าฝึกอบรมเพื่อรับเงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพได้นานเป็นระยะเวลา 2 ปี
  • การเพิ่มความช่วยเหลือด้านการย้ายงานและการหางานใหม่ โดยเพิ่มความช่วยเหลือด้านการย้ายงานและการหางานใหม่เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดจากเงินเฟ้อ

กล่าวโดยสรุป Trade Act 2002 มีผลเปลี่ยนแปลงและปฏิรูป TAA มากที่สุดนับตั้งแต่โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1962 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มความช่วยเหลือด้านการประกันสุขภาพ และการประกันค่าจ้าง นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานของสหรัฐยังพยายามลดความซับซ้อนของการยื่นคำร้องขอรับความช่วยเหลือ เพื่อให้คนงานได้รับความช่วยเหลือรวดเร็วยิ่งขึ้น

กลับสู่ด้านบน


4. การปฏิรูป TAA ในทางปฏิบัติ


 

แม้ว่าอาจเร็วเกินไปที่เราจะสามารถประเมินผลอย่างเป็นทางการต่อการปฏิรูป TAA หลักฐานเบื้องต้นก็แสดงให้เห็นว่า จำนวนของคนงานที่เข้าร่วมในโครงการไม่เป็นไปตามความคาดหมายของผู้ที่สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ข้อมูลของกระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่า ในปี 2003 มีการยื่นคำร้องขอรับความช่วยเหลือจากโครงการเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 48 จากปี 2002 คือจาก 2,404 คนในปี 2002 เป็น 3,562 คนในปี 2003 อย่างไรก็ตาม จำนวนคนงานที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการกลับลดลงจาก 235,071 คนในปี 2002 เหลือเพียง 197,117 คนในปี 2003 ทั้งๆ ที่มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ความต้องการรับความช่วยเหลือในการปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น สภาพตลาดแรงงานโดยรวมของสหรัฐไม่ค่อยดีนัก การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายขอบเขตของคนงานที่มีสิทธิเข้ารับความช่วยเหลือ

สิ่งที่น่าแปลกใจอีกประการหนึ่งคือ มีเพียงร้อยละ 24 ของคนงานซึ่งมีคุณสมบัติ ยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือจากโครงการ สาเหตุที่คนงานส่วนหนึ่งไม่ใช้สิทธิอาจเป็นเพราะคนงานเหล่านั้นสามารถหางานใหม่ได้เอง หรือเพราะคนงานไม่ต้องการที่จะลงทะเบียนเข้าฝึกอบรม ซึ่งเป็นเงื่อนไขของโครงการก่อนที่จะได้รับเงินช่วยเหลือ นอกจากนี้ คนงานและหน่วยงานจัดหางานทั้งของภาครัฐและเอกชนต่างยืนยันว่า สาเหตุสำคัญที่คนงานไม่ใช้สิทธิเข้ารับความช่วยเหลือนั้น เป็นเพราะขาดความเข้าใจต่อความช่วยเหลือของโครงการ เพราะในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานของสหรัฐแทบจะไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์โครงการเลย

กลับสู่ด้านบน

 


5. ปัญหาและข้อจำกัดของ TAA


 

5.1 งบประมาณด้านการฝึกอบรม

 

งบประมาณปี 2003 แสดงให้เห็นว่า ความช่วยเหลือด้านการฝึกอบรมที่เกิดขึ้นตาม Trade Act of 2002 ยังไม่มากเพียงพอเมื่อเทียบกับจำนวนคนงานในโครงการที่เพิ่มมากขึ้น วุฒิสภาสหรัฐจึงได้ยื่นร่างกฎหมายขอเพิ่มงบประมาณด้านการฝึกอบรมเป็น 300 ล้านเหรียญดอลลาร์จากงบประมาณเดิม 110 ล้านเหรียญดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการจากทั้งสองสภาเห็นว่าควรเพิ่มงบประมาณเป็น 220 ล้านเหรียญดอลลาร์เท่านั้น เงินงบประมาณที่ไม่เพียงพอและการจัดสรรเงินงบประมาณระหว่างรัฐที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากใช้หลักการใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้เงินงบประมาณจำนวนมากถูกจัดสรรไปให้รัฐขนาดใหญ่ และส่งผลให้คนงานจำนวนมากไม่ได้รับการเข้าฝึกอบรม

 

5.2 การย้ายฐานการผลิต

 

เชื่อกันว่า ในปัจจุบัน การย้ายฐานการผลิตเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนงานจำนวนมากในสหรัฐต้องออกจากงาน หลังการปฏิรูป TAA ในปี 2002 สหรัฐได้รวมโครงการ TAA และ NAFTA-TAA เข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้ผู้สูญเสียงานจากการย้ายฐานการผลิตสามารถเข้ารับการช่วยเหลือจาก TAA ได้ หากเป็นการสูญเสียงานจากการย้ายฐานการผลิตจากสหรัฐไปสู่ประเทศที่สหรัฐให้สิทธิพิเศษทางการค้า (เช่น มีความตกลง FTA กับสหรัฐหรือได้รับ GSP จากสหรัฐ) และส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าสินค้าจากประเทศดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น การตีความเช่นนี้ทำให้คนงานซึ่งสูญเสียงานจากการย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศจีนและอินเดียไม่มีสิทธิเข้ารับความช่วยเหลือจากโครงการ ทั้งๆ ที่ในระยะหลังมีการย้ายฐานการผลิตจากสหรัฐไปจีนและอินเดียมาก

 

5.3 การให้เครดิตภาษีเพื่อชดเชยค่าประกันสุขภาพ

 

ภายใต้เงื่อนไขใหม่นั้น การรับเงินช่วยเหลือเพื่อชดเชยการขาดรายได้ และการเข้าฝึกอบรมกับหน่วยงานของรัฐเป็นเงื่อนไขในการรับเครดิตภาษีเพื่อชดเชยค่าประกันสุขภาพ (Health Care Tax Credit หรือ HCTC) ข้อบังคับนี้ทำให้คนงานจำนวนมากไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก HCTC และทำให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวาง บางคนอ้างว่าเงื่อนไขดังกล่าวจะส่งเสริมให้เกิดการปรับตัวที่แท้จริงเนื่องจากคนงานได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงานของตน ในขณะที่บางคนแย้งว่าการฝึกอบรมเป็นความช่วยเหลือที่สิ้นเปลืองและไม่จำเป็น ข้อเสนอของผู้เขียนบทความนี้ก็คือ รัฐควรให้ความช่วยเหลือ HCTC แก่คนงานที่มีสิทธิเป็นระยะเวลา 2 ปีหรือจนกว่าจะสามารถหางานใหม่ได้ โดยไม่มีเงื่อนไขบังคับให้ต้องเข้าฝึกอบรม

ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ว่า คนงานจะต้องใช้ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการประกันการว่างงานให้หมดก่อน จึงจะสามารถขอรับความช่วยเหลือจาก TAA ได้ นอกจากนี้ คนงานยังจะต้องเสียเวลารอการอนุมัติจากรัฐตั้งแต่การขอลงทะเบียนเข้าร่วมในโครงการ TAA ความล่าช้าดังกล่าวส่งผลให้ HCTC อาจไม่สามารถช่วยเหลือคนงานจำนวนมากที่เสียสิทธิในการประกันสุขภาพไปแล้ว

 

5.4 การประกันค่าจ้าง

 

ฝ่ายรีพับลิกันได้เพิ่มเงื่อนไขให้บริษัทหรือกลุ่มคนงานจะต้องระบุความประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการประกันค่าจ้าง ตั้งแต่การยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือจาก TAA ต่อกระทรวงแรงงาน ข้อบังคับนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาที่สำคัญสองประการ ประการแรก แบบฟอร์มการยื่นคำร้อง TAA ของกระทรวงแรงงานไม่มีที่ให้ผู้ยื่นคำร้องระบุความต้องการที่จะเข้าร่วมโครงการประกันค่าจ้าง และประการที่สอง ผู้ยื่นคำร้องไม่ทราบว่าตนสนใจเข้าร่วมโครงการหรือไม่ เพราะไม่ทราบรายละเอียดของโครงการประกันค่าจ้าง ซึ่งทำให้คนงานที่มีคุณสมบัติครบถ้วนหลายหมื่นคนเสียสิทธิในการเข้ารับความช่วยเหลือจากโครงการประกันค่าจ้าง

สาเหตุที่รัฐบาลกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดนี้ขึ้นมาก็เพื่อจำกัดจำนวนคนงานผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการประกันค่าจ้าง เนื่องจากเป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการอื่นๆ ของ TAA ปัญหานี้มีความสำคัญเร่งด่วนเพราะการประกันค่าจ้างเป็นความช่วยเหลือรูปแบบเดียวที่กระตุ้นให้คนงานหางานใหม่เร็วขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการช่วยเหลือ

 

5.5 คนงานในภาคการบริการ

 

การตีความกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้ารับความช่วยเหลือจากโครงการ TAA ของกระทรวงแรงงานสหรัฐนั้นไม่ครอบคลุมถึงคนงานหลายหมื่นคนงานในภาคการบริการที่สูญเสียงานทำ เนื่องจากกฎหมายบัญญัติว่า “ คนงานจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสูญเสียงานจากบริษัทที่ผลิตสินค้าซึ่งคล้ายหรือเหมือนสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ” แม้ว่าบัญญัติดังกล่าวจะไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า คนงานผู้มีสิทธิจะต้องอยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเท่านั้นก็ตาม ในทางปฏิบัติ กระทรวงแรงงานกลับตีความกฎหมายอย่างแคบที่สุด ซึ่งส่งผลให้คนงานในภาคบริการไม่มีสิทธิเข้ารับความช่วยเหลือ

 

5.6 การปรับตัวของชุมชน

 

บทเรียนจากกรณีการปิดกิจการของบริษัท Levi Strauss ในมลรัฐ New Mexico แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นและเงื่อนไขทางด้านสังคมมีผลอย่างมากต่อการปรับตัวของตลาดแรงงาน Levi Strauss เป็นบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดในเมือง Roswell มลรัฐ New Mexico ก่อนที่จะถูกปิดกิจการในปี 1998 การปิดกิจการส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อทั้งชุมชนและภูมิภาคใกล้เคียง ลำพังการให้เงินช่วยเหลือแก่คนงานและโครงการฝึกอบรมไม่สามารถที่จะทำให้เศรษฐกิจของชุมชนฟื้นกลับมาได้

จากความเชื่อที่ว่า ตลาดแรงงานจะไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ หากมีการสร้างงานในระดับท้องถิ่นและภูมิภาคน้อย ผู้เขียนบทความจึงเสนอว่า TAA ควรเพิ่มโครงการสำหรับชุมชนขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อช่วยให้ตลาดแรงงานสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

5.7 การรายงานข้อมูล

 

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานสหรัฐไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ TAA อย่างชัดเจนต่อสาธารณะ ทั้งๆ ที่ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มีความอ่อนไหวแต่อย่างใด ข้อมูลการร่วมโครงการของคนงานเป็นสิ่งจำเป็นในการพิจารณาว่า TAA มีประสิทธิผลหรือไม่และต้องปรับปรุงแก้ไขในจุดใดบ้าง

 

5.8 ข้อเสนอแนะ

 

จากปัญหาและข้อบกพร่องที่ผ่านมาของโครงการช่วยเหลือ TAA ผู้เขียนเสนอว่า TAA ควรต้องถูกปฏิรูปอีกครั้ง โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

  • เพิ่มงบประมาณให้โครงการเพื่อการฝึกอบรมของ TAA
  • เพิ่มความชัดเจนในการตีความกฎหมายให้ความช่วยเหลือของ TAA ให้ครอบคลุมถึงคนงานที่สูญเสียงานเนื่องจากการย้ายฐานการผลิตจากสหรัฐไปสู่ประเทศใดก็ได้
  • แก้ไขระยะเวลาในการอนุมัติความช่วยเหลือด้านสุขภาพให้สั้นลง
  • ให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพแก่คนงานที่มีสิทธิในโครงการ TAA ทุกคนรวมทั้งคนงานในภาคการบริการ โดยการยกเลิกเงื่อนไขที่ว่าคนงานจะต้องเข้ารับเงินช่วยเหลือเพื่อชดเชยการขาดรายได้ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือด้านสุขภาพ
  • ให้การประกันค่าจ้างแก่คนงานที่มีสิทธิในโครงการ TAA ทุกคนรวมทั้งคนงานในภาคบริการ โดยการยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดให้คนงานต้องระบุความประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการตั้งแต่การยื่นคำร้อง
  • เพิ่มการให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการแก่ประชาชน ผ่านสื่อที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
  • กำหนดให้กระทรวงแรงงานรายงานข้อมูลและผลสรุปของโครงการอย่างสม่ำเสมอ
  • ให้ความช่วยเหลือจากโครงการแก่คนงานที่ตกงานทุกคน โดยไม่ต้องพิจารณาถึงสาเหตุ
  • จัดสรรความช่วยเหลือให้แก่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

กลับสู่ด้านบน

 



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)