ที่มา: Far Eastern Economic Review บับเดือนมีนาคม 2006 เขียนโดย Joseph Stiglitz ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2001


โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 30/06/49


ระวัติศาสตร์การประชุมองค์การการค้าโลกที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่เมืองซีแอตเติล โดฮา แคนคูนและครั้งล่าสุดที่ฮ่องกง แสดงให้เห็นถึงปัญหาของระบบการค้าโลกในปัจจุบัน ภายใต้ความไม่พอใจที่เกิดขึ้นนั้นมีทั้งความจริงและทฤษฎีทางการค้าอยู่เบื้องหลัง
ความจริง: การจัดการทางเศรษฐกิจในปัจจุบันสร้างความเสียหายและทำให้คนจนเสียเปรียบ อัตราภาษีศุลกากรของประเทศพัฒนาแล้วที่จัดเก็บต่อประเทศกำลังพัฒนาสูงเป็นสี่เท่าเมื่อเทียบกับอัตราที่จัดเก็บกับประเทศพัฒนาแล้วด้วยกันเอง ผลการประชุมการค้าโลกรอบล่าสุดหรือรอบโดฮา ยิ่งทำให้ประเทศที่ยากจนที่สุดยิ่งเสียประโยชน์ ในขณะที่ ประเทศกำลังพัฒนาถูกบังคับให้ต้องเปิดตลาดภายในประเทศและยกเลิกมาตรการอุดหนุน ประเทศพัฒนาแล้วกลับยังคงสามารถใช้มาตรการอุดหนุนสินค้าเกษตรและการกีดกันทางการค้าอื่นๆ ต่อสินค้าซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศกำลังพัฒนาต่อไปได้

 

แท้ที่จริงแล้ว โครงสร้างการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าตนเองได้ กล่าวคือ ไม่สามารถที่จะแปลงสภาพจากการผลิตสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐานเป็นสินค้าแปรรูปที่มูลค่าสูงกว่า นอกจากนี้ เมื่อเงื่อนไขของความตกลงทางการค้ามีผลทำให้ต้องลดหรือยกเลิกการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้า ประเทศพัฒนาแล้วเช่นสหรัฐยังหันมาใช้มาตรการการกีดกันทางการค้าแบบไม่ใช่ภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศตนเอง ความตกลงทางการค้าไม่ได้ทำลายอารมณ์ความรู้สึกที่จะปกป้องเศรษฐกิจของประเทศหรือความต้องการของรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วที่จะปกป้องผลประโยชน์ของผู้ผลิตและคนงานภายในประเทศของตน

 

ทางทฤษฎี: การเปิดเสรีทางการค้าจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างผลประโยชน์ให้แก่ทุกๆฝ่าย นี่คือความเชื่อที่แพร่หลายโดยทั่วไป ผู้นำทางการเมืองส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้า ผู้นำที่คัดค้านถูกมองว่าเป็นคนล้าหลัง อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ดูจะขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของทฤษฎีทางการค้า การเจรจาเปิดเสรีทางการค้ากลับสร้างข้อตกลงที่ให้ผลในทางตรงกันข้ามกับความเชื่อตามทฤษฎี


ถ้าการเปิดเสรีทางการค้าจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจจริง ประเทศเม็กซิโกซึ่งอยู่ติดกับประเทศที่มีตลาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐก็ควรได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากการทำความตกลง NAFTA แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เศรษฐกิจของเม็กซิโกในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าในช่วงสิบปีก่อน 1980 และเกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุดในประเทศยังคงได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการใช้มาตรการอุดหนุนข้าวโพดของรัฐบาลสหรัฐ

 

ข้อเท็จจริงก็คือ ระบบเศรษฐกิจของการเปิดเสรีทางการค้านั้นมีความซับซ้อนมากกว่าแค่ที่ผู้นำทางการเมืองวาดภาพไว้ ในบางสถานการณ์การเปิดเสรีทางการค้าจะนำมาซึ่งผลประโยชน์อันมหาศาล เช่น สถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีตลาดที่ประกันความเสี่ยงที่ดี มีการจ้างงานเต็มที่ และเศรษฐกิจพัฒนาอย่างเต็มที่ (mature) แล้ว แต่เงื่อนไขข้างต้นเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา เมื่อมีการจ้างงานเต็มที่ จะเป็นการง่ายต่อคนงานที่สูญเสียงานอันเนื่องมาจากการเปิดเสรีทางการค้าที่จะหางานใหม่ และการย้ายคนงานจากอุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่อุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าส่งออกที่มีผลิตภาพสูงกว่าจะทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจและทำให้อัตราค่าจ้างโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจมีอัตราการว่างงานสูง การเคลื่อนย้ายของแรงงานจากอุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพต่ำออกไปกลายเป็นคนว่างงานจะไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่กลับจะยิ่งเพิ่มภาวะความยากจนภายในประเทศ การเปิดเสรีทางการค้าสามารถจึงอาจสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศที่ยังขาดความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบ โดยคนยากจนในประเทศที่ยากจนจะมักเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด

 

การพัฒนาที่ประสบความสำเร็จอาจหมายความถึงการเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าดั้งเดิมซึ่งประเทศมีความสามารถในการผลิตต่ำมาเป็นการผลิตสินค้าที่ทันสมัยมากขึ้น แต่ถ้าปราศจากมาตรการปกป้อง ประเทศกำลังพัฒนาก็มักไม่สามารถแข่งขันกับประเทศพัฒนาแล้วในการผลิตสินค้าทันสมัยได้ ซึ่งทำให้ประเทศกำลังพัฒนายังคงต้องจมปลักอยู่กับการผลิตสินค้าซึ่งมีการเติบโตต่ำในระบบเศรษฐกิจโลก เกาหลีใต้เข้าใจถึงปัญหานี้ดี เมื่อ 35 ปีก่อนกลุ่มผู้สนับสนุนการค้าเสรีแนะนำให้เกาหลีใต้ยึดอยู่กับเศรษฐกิจที่มีการเพาะปลูกข้าวเป็นหลักต่อไป แต่เกาหลีใต้รู้ว่า แม้ตนจะสามารถยกระดับขีดความสามารถในการผลิตข้าวให้สูงขึ้น ประเทศของตนก็ยังจะไม่สามารถหลุดพ้นจากการเป็นประเทศยากจนได้ ทางออกมีเพียงทางเดียวคือต้องเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรม

 

ประเทศในเอเชียตะวันออกเป็นกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุด และเป็นการเติบโตที่มาจากการค้าที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก (export-driven trade) ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินเศรษฐกิจตามนโยบายการเปิดเสรีทางการค้าอย่างไม่ลืมหูลืมตา ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลกลับเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อส่งเสริมการส่งออกและยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าก็ต่อเมื่อการยกเลิกมาตรการนั้นจะทำให้การส่งออกเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น ประเทศเหล่านี้ยังหลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายแรงงานจากสาขาที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่การตกงาน โดยยึดนโยบายรักษาระดับการจ้างงานเต็มที่

ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะเปิดเสรีทางการค้าโดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ แต่ละประเทศต้องการที่จะรู้ว่า การเปิดเสรีทางการค้าจะช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ เมื่อคำนึงถึงระดับการว่างงาน ลักษณะเฉพาะของเศรษฐกิจและตลาดการเงินภายในประเทศที่เป็นอยู่


นักเจรจาการค้าส่วนใหญ่มักไม่ให้ความสำคัญต่อผลกระทบจากการค้าระหว่างประเทศ แต่จะสนใจเพียงแต่การให้ความร่วมมือและเสียงสนับสนุนเพื่อการเปิดเสรี และถ้าสังเกตจากการประชุมองค์การการค้าโลกในสองสามครั้งล่าสุดที่ผ่านมาจะพบว่า การเจรจาส่วนใหญ่จะมุ่งประเด็นไปที่มาตรการปกป้องสินค้าเกษตรของประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นมาตรการที่มีขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเกษตรกรรมซึ่งเป็นผลประโยชน์หลักของประเทศเหล่านั้น การกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้นโยบายการปกป้องอุตสาหกรรมเกษตรภายในประเทศเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความหน้าไหว้หลังหลอกของประเทศตะวันตกที่คอยพูดถึงหลักการและเงื่อนไขในการเปิดเสรีทางการค้าและพยายามบีบบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องปฏิบัติตามแต่ในขณะที่กลุ่มประเทศตนเองกลับปฏิบัติในทางตรงกันข้าม

 

ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐมีเกษตรกรผู้ปลูกฝ้ายที่มีฐานะร่ำรวยประมาณ 25,000 คนที่พึ่งการอุดหนุนจากรัฐบาล โดยเงินรายได้ที่ได้รับจากการปลูกฝ้ายนี้คิดเป็นมูลค่าโดยรวมแล้วประมาณ 3-4 พันล้านต่อปี เม็ดเงินจำนวนมหาศาลประกอบกับได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลทำให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกฝ้ายได้ในปริมาณมากและมีราคาถูก ความเสียหายอันมหาศาลจากการอุดหนุนของรัฐบาลสหรัฐจึงไปตกอยู่กับเกษตรกรผู้ปลูกฝ้ายกว่า 10 ล้านคนที่อาศัยอยู่บริเวณทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา (sub-Sahara Africa) และความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับคนยากจนจำนวนมากเหล่านี้กลับดูเหมือนจะไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับสหรัฐ เพราะรัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกฝ้ายที่มีจำนวนแค่ประมาณ 25,000 คนเหนือระบบการค้าโลกและชีวิตความเป็นอยู่ของคนอีกหลายล้านคนในประเทศกำลังพัฒนา จึงเป็นที่เข้าใจได้ถ้าผู้คนในประเทศเหล่าจะโกรธและเกลียดแค้นสหรัฐ

 

ข้อเสนอของสหรัฐในการประชุมองค์การการค้าโลกครั้งล่าสุดที่ฮ่องกงกลับยิ่งเพิ่มกระแสความเกลียดชังในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากผู้แทนทางการค้าของสหรัฐเสนอว่าสหรัฐจะยอมยกเลิกมาตรการกีดกันและการจำกัดการนำเข้าฝ้ายแต่จะยังคงไว้ซึ่งการใช้มาตรการอุดหนุน ปัญหาก็คือ การอุดหนุนฝ้ายทำให้สหรัฐสามารถส่งออกฝ้ายได้ในปริมาณมากและมีราคาถูก และไม่มีความต้องการนำเข้าฝ้ายจากต่างประเทศเลย ดังนั้น ข้อเสนอของสหรัฐจึงไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อยแก่ประเทศกำลังพัฒนา แถมสหรัฐยังโจมตีประเทศต่างๆ ที่ไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าวอันแสนจะเมตตากรุณาของตน

 

ในขณะเดียวกันทีมงานของประธานาธิบดีบุชก็กำลังทำงานอย่างหนักในการพยายามที่จะขยายการเข้าสู่ตลาดยาราคาถูกในประเทศกำลังพัฒนา ในการเจรจาการค้า สหรัฐจะยืนอยู่ข้างบริษัทยาและเรียกร้องให้มีการใช้กฎหมายคุ้มครองสิทธิในทรัพย์ทางปัญญาที่เข้มงวดมากโดยไม่สนใจว่าสิทธิบัตรยาจะมีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ยากจนจำนวนมากที่ไม่มีเงินพอที่จะซื้อยาราคาแพง


ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ประกาศปฏิญญาที่จะช่วยลดปัญหาความยากจนของประเทศกำลังพัฒนาลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2015 ที่ผ่านมาหลายประเทศได้เพิ่มความช่วยเหลือและลดหรือยกเลิกหนี้ให้แก่ประเทศยากจนหลายประเทศ แต่แค่การยื่นมือให้ความช่วยเหลืออาจจะยังไม่เพียงพอ ประเทศเหล่านั้นยังต้องการโอกาสที่จะมีชีวิตและดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง

 

กล่าวโดยสรุปคือ การค้าเสรีควรเป็นแบบไม่สมมาตร (asymetric) แต่จะต้องเป็นความไม่สมมาตรที่ตรงกันข้ามกับระบบการค้าที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน การเปิดเสรีทางการค้าจะเลือกปฏิบัติในทางที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเสียประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลง การเลือกปฏิบัติที่เกิดการการเปิดเสรีทางการค้าจะต้องมีอยู่ต่อไป แต่ต้องเป็นการเลือกปฏิบัติที่เอื้อประโยชน์แก่ประเทศยากจน ยุโรปได้ริเริ่มความช่วยเหลือโดยการเปิดตลาดของตนให้แก่กลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุด โดยเรียกความช่วยเหลือนี้ว่า “Everything but Arms” หรือทุกอย่างยกเว้นอาวุธ อย่างไรก็ตาม อาจเป็นเพราะความซับซ้อนของกฎระเบียบ โดยเฉพาะกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า ปริมาณการค้าที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการนี้จึงไม่มากนัก และเพราะสินค้าเกษตรของยุโรปมีการอุดหนุนสูงและมีมาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดมากทำให้บางคนเรียกมาตรการความช่วยเหลือนี้ว่า “Everything but Farms” หรือทุกอย่างยกเว้นสินค้าเกษตร หากปรับปรุงแก้ไขให้ดี การค้าในรูปแบบนี้จะช่วยเหลือคนยากจนจำนวนมากในขณะที่สร้างความเสียหายให้แก่คนร่ำรวยเพียงเล็กน้อย จริงๆ แล้วในท้ายที่สุด คนในประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะได้รับผลประโยชน์ มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่จะเสียผลประโยชน์



การค้าเป็นเรื่องที่สำคัญเกินกว่าที่ควรจะตกอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีกระทรวงการค้าเพียงผู้เดียว ถ้าระบบการค้าโลกคือสิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งสรรผลประโยชน์ร่วมกันของทุกๆ ฝ่าย การเจรจาทางการค้าก็ไม่ควรที่จะตกอยู่กับแค่การตัดสินใจของรัฐมนตรีกระทรวงการค้าซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมีการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของบรรษัทและธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษมากกว่ารัฐมนตรีจากกระทรวงอื่นๆ ในการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงการค้าจากประเทศต่างๆ เจรจากันในประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างมากให้กับคนในสังคม การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความเข้มงวดมากอาจทำให้เกิดการผูกขาดทางธุรกิจและนำไปสู่การขึ้นราคาสินค้าและเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ สำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Office of Science and Technology) และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (Council of Economic Advisers) ของสหรัฐ จึงคัดค้านความตกลง TRIPS ซึ่งมุ่งปกป้องผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมยาและอุตสาหกรรมบันเทิงของสหรัฐ

 

การปฏิรูปโครงสร้างการเจรจาทางการค้าจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าแก่ทุกๆ ฝ่าย สิ่งแรกสุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงคือ การตั้งประเด็นในการเจรจา เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า แต่ละประเทศย่อมอยากจะได้ข้อตกลงที่ให้ผลประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ตน โดยปกติแล้วในการเจรจาแต่ละประเทศจะต้องรู้ว่าอะไรคือเป้าหมายในการเจรจาและอะไรคือวิธีการที่ดีที่สุดที่จะบรรลุเป้าหมาย แต่อย่างไรก็ตาม มักมีความเห็นที่แตกต่างทั้งกรณีที่ว่าอะไรควรเป็นเป้าหมายสูงสุดของการเจรจาและหนทางใดคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น ถ้าเราเริ่มการเจรจาทางการค้าจากจุดนี้คือจากการถกเถียงกันว่า อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของการเจรจาและด้วยวิธีการใดที่เราจะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้ ก็เท่ากับว่าเราได้เริ่มก้าวเข้ามาสู่การเจรจาเพื่อการพัฒนาที่แท้จริง

 

เมื่อคิดถึง WTO ในฐานะที่เป็นผู้สร้างกรอบทางกฎหมายที่สะท้อนหลักการของความยุติธรรม ความเป็นธรรมทางสังคม และความมีประสิทธิภาพแล้ว เราจะเห็นถึงความสำคัญของการเพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ความโปร่งใสมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดอภิปรายถึงประเด็นทางจริยธรรมของข้อเสนอทางการค้าของฝ่ายต่างๆ และรวมไปถึงโอกาสในการตรวจสอบถึงการแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบของธุรกิจบางกลุ่ม ซึ่งถ้าในการเจรจาทางการค้ารอบอุรุกวัยมีความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายถกเถียงกันมากกว่านี้ ข้อตกลงในการคุ้มครองทรัพย์ทางปัญญาที่เข้มงวดมากเกินไปก็จะไม่เกิดขึ้น


ในปัจจุบัน ยิ่งมีประเทศเรียกร้องสิทธิและเสียงในเวทีการเจรจาการค้ามากเท่าไรก็เหมือนจะยิ่งไปกระตุ้นแนวคิดที่จะกลับไปใช้ระบบการเจรจาแบบเก่าที่มีเพียง 4 ประเทศสมาชิก (สหรัฐอเมริกา ยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่น) เท่านั้นที่จะเป็นผู้มีสิทธิสรุปข้อตกลง ยิ่งไปกว่านั้นเริ่มมีการแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อระบบการเจรจาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่มีประเทศสมาชิกจำนวนมากเกินไปและทำให้การเจรจายากที่จะประสบสำเร็จ อย่างไรก็ตาม เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปใช้ระบบเดิมแต่ใช้หลักการการเลือกผู้แทน (principles of representation) โดยเริ่มจากต้องจัดตั้งสภาที่คอยทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบกระบวนการเจรจา โดยสมาชิกสภาประกอบไปด้วยผู้แทนที่หลากหลายจากประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรเป็นหลัก หรือกล่าวคือจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั่นเอง ผู้แทนแต่ละคนจะคอยตรวจสอบและสร้างหลักประกันว่าความวิตกกังวลของประเทศตนเองจะไม่ถูกมองข้าม ระบบผู้แทนนี้จะเป็นระบบที่ดีกว่ากระบวนการห้องเขียว (green room procedures) ที่ WTO ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างมาก

 

ประการสุดท้าย การเจรจาการค้าจำเป็นต้องมีทิศทางมากยิ่งขึ้น ประเด็นอย่างเช่น ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ควรถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจารอบอุรุกวัยเลย เนื่องจากในปัจจุบันก็มีองค์กรระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากผู้แทนการเจรจา (ซึ่งส่วนใหญ่คือ รัฐมนตรีกระทรวงการค้า) จะขาดความรู้ความเข้าใจว่าอะไรคือประเด็นเจรจาที่สำคัญแล้ว พวกเขายังถูกครอบงำโดยกลุ่มผู้อิทธิพลทางธุรกิจที่มีอำนาจควบคุมกระทรวงการค้ามาเป็นระยะเวลานานและมักเรียกร้องข้อตกลงพิเศษอื่นๆที่เอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มนี้เป็นสำคัญ การขยายประเด็นการเจรจาให้กว้างมากเกินไปนั้นมีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศกำลังพัฒนาเนื่องจากประเทศเหล่านั้นไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอที่จะศึกษาผลกระทบของประเด็นการเจรจาเหล่านี้ ซึ่งมีขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจในประเทศพัฒนาแล้ว

 

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ตัวสถาบันแต่ต้องเป็นที่ความคิดและทัศนคติ แต่ละประเทศควรพยายามช่วยกันหากฎระเบียบข้อบังคับระหว่างประเทศที่จะทำให้เกิดระบบการค้าโลกที่ให้ทั้งความเป็นธรรมและความมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา

 

การมองโลกในแง่ดีที่สุดเมื่อ 15 ปีก่อนทำให้เกิดความหวังถึงผลประโยชน์ที่กระบวนการโลกาภิวัตน์และการค้าระหว่างประเทศจะนำมาสู่ทุกประเทศทั่วโลก แต่ในความเป็นจริงกระบวนการเหล่านี้กลับเอื้อประโยชน์มหาศาลให้แก่เพียงไม่กี่ประเทศและมีอีกหลายประเทศที่ต้องประสบกับความเสียหายอย่างหนัก การพัฒนาประเทศเป็นภาระที่ยากลำบากอยู่แล้ว ระบบการค้าที่ไม่มีความเป็นธรรมยิ่งทำให้การพัฒนาเป็นไปไม่ได้ การปฏิรูป WTO อาจจะไม่สามารถรับประกันว่าจะทำให้เกิดระบบการค้าโลกที่มีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ แต่อย่างน้อยที่สุดก็จะทำให้ การค้าและกระบวนการโลกาภิวัตน์ช่วยสร้างสวัสดิการให้แก่ทุกๆ คนในโลกมากขึ้น

กลับสู่ด้านบน

 


Green room procedures คือ กระบวนการที่จะมีการกำหนดบางประเทศขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อเจรจาหาข้อสรุปเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของความตกลง ซึ่งประเทศกำลังพัฒนามักไม่ถูกเลือกขึ้นเป็นตัวแทน



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)