ที่มา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR)
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 05/07/49


ข้อมูลสรุปทางการค้า (Trade Summary)

นปี 2005 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้า คิดเป็นมูลค่า 12.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2004 ซึ่งมีมูลค่า 11.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การส่งออกสินค้าของสหรัฐฯ มาไทยมีมูลค่ารวม 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.6 จากปีที่แล้ว การส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ คิดเป็น 19.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.2 จากปี 2004 ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นตลาดส่งออกสินค้าที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 23 ของสหรัฐฯ

การส่งออกประเภทการบริการพาณิชย์เอกชน (private commercial service) ซึ่งไม่รวมการค้าทางการทหารและของรัฐบาล จากสหรัฐฯ มาไทยคิดเป็นมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2004 (ข้อมูลล่าสุดที่ปรากฏ) และจากไทยไปสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 903 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนธุรกิจค้าบริการของบริษัทที่มีชาวสหรัฐฯ ถือหุ้นส่วนใหญ่ (majority U.S.-owned affiliates) ในประเทศไทยมีมูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2003 (ข้อมูลล่าสุดที่ปรากฏ) ในขณะที่ ธุรกิจค้าบริการของบริษัทที่มีคนไทยถือหุ้นส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ มีมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ในปี 2004 มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากสหรัฐฯ (FDI) มายังไทยมีมูลค่า 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปี 2003 การลงทุนโดยตรงจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคการผลิต ความชำนาญเฉพาะทาง วิทยาศาสตร์ การบริการเชิงเทคนิค และการทำเหมืองแร่

 

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement Negotiations)

รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มการเจรจาความตกลง FTA กับไทยในเดือนมิถุนายน 2004 และมีการเจรจาหลังจากนั้นอีก 7 ครั้ง ปัจจุบัน สหรัฐฯ ลงนามความตกลง FTA กับสิงคโปร์ไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2003 และกำลังพยายามดำเนินการตามโครงการ Enterprise for ASEAN Initiative (EAI) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอาเซียน สหรัฐมีความวิตกกังวลต่อระบอบการค้าและการลงทุนของประเทศไทย ถึงแม้ว่าการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะมีความก้าวหน้าไปมากแต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องสานต่อ รัฐบาลสหรัฐฯ คาดว่าจะสรุปการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐภายในกลางปี 2006 แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยประกาศยุบสภาและมีการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2006 ซึ่งทำให้การเมืองของไทยในปัจจุบันอยู่ภายใต้ความดูแลของรัฐบาลรักษาการ ดังนั้นสหรัฐฯ และไทยจะต้องเลื่อนการเจรจาความตกลง FTA ครั้งต่อไปออกไปจนกว่าประเทศไทยจะจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

 

นโยบายการนำเข้า (Import Policies)

 

อัตราภาษีศุลกากรที่อยู่ในระดับสูงของไทยเป็นอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของสินค้าสหรัฐฯ ในหลายๆ สาขา โดยภาษี MFN ของไทยมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 11.46 (อัตราภาษี MFN สินค้าเกษตรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 24.32 และร้อยละ 9.48 สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม) อัตราภาษีสูงสุดของไทยอยู่ในกลุ่มสินค้าเกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เส้นใย กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษแข็ง อุปกรณ์ร้านอาหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด

ในบางกรณี อัตราภาษีสินค้าที่ยังไม่แปรรูปและสินค้าขั้นสองนั้นสูงกว่าสินค้าสำเร็จรูป หลังวิกฤติทางการเงินในปี 1997-98 รัฐบาลไทยจัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียมพิเศษ และภาษีสรรพสามิตต่อสินค้านำเข้าฟุ่มเฟือยสูงขึ้นยกตัวอย่างเช่น ไวน์ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และพรมขนสัตว์ การเพิ่มภาษีศุลกากรบางประเภทเกิดขึ้นควบคู่กับการยกเลิกมาตรการการปรับโครงสร้างทางการค้า ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลเพิ่มการจัดเก็บภาษีศุลกากรชุดชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ (CKD automobile kits) จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 33 (ต่อมาลดลงเหลือร้อยละ 30) ในขณะเดียวกันก็ยกเลิกเงื่อนไขด้านการบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (local content requirement) ให้แก่อุตสาหกรรมรถยนต์ในเดือนธันวาคม 1999 ยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยยังจัดเก็บภาษีศุลกากรในอัตราร้อยละ 60 ต่อรถจักรยานยนต์ เมื่อรวมภาษีศุลกากร ค่าธรรมเนียมพิเศษ และภาษีสรรพสามิตแล้วรถจักรยานยนต์ที่ขายในประเทศไทยมีราคาสูงเกือบหนึ่งเท่าของราคาที่ขายในสหรัฐฯ

 

รัฐบาลไทยล่าช้ากว่าแผนกำหนดการในการปรับลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรตามพันธกรณีของ WTO และเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area หรือ AFTA) นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมีข้อผูกพันที่จะต้องแก้ไขระบอบการจัดเก็บภาษีศุลกากรที่ซับซ้อนซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 46 อัตรา อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้เริ่มลดอัตราภาษีศุลกากรสินค้าบางประเภทตามพันธกรณีของ WTO และเขตการค้าเสรีอาเซียนไปแล้วซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าวัตถุดิบที่ไม่มีการผลิตภายในประเทศ ในปี 2005 รัฐบาลทบทวนโครงสร้างภาษีศุลกากรซึ่งมีสินค้าทั้งหมด 5,505 รายการ ภาษีศุลกากรที่ใช้จัดเก็บสินค้าในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสี่ของรายการสินค้าทั้งหมดจะเป็นสินค้ากลุ่มแรกที่ได้รับการลดอัตราภาษี รัฐบาลคาดว่าการปรับโครงสร้างภาษีศุลกากรจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2006 โดยร้อยละ 80 ของอัตราภาษีศุลกากรที่จัดเก็บต่อสินค้าตามรายการของ AFTA จะลดเหลือศูนย์ภายในเดือนมกราคม 2007

 

การจัดเก็บภาษี (Taxation)

 

ระบบการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยส่วนใหญ่มีความยุ่งยากซับซ้อนและไม่โปร่งใส การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสูงมากในบางรายการ เช่น น้ำมันไร้สารตะกั่ว เบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เกิดจากการกลั่น เมื่อรวมภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต และค่าธรรมเนียมพิเศษอื่นๆ แล้ว ผู้นำเข้าเหล้าวิสกี้จะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 169 ในเดือนมีนาคม 1999 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มลงชั่วคราวจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 7 ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บต่อน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงจากร้อยละ 17.5 เป็นร้อยละ 5 รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ที่จะปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10 หลายครั้งแต่การตัดสินใจมักถูกชะลอไว้ ความพยายามครั้งล่าสุดที่จะปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ถูกกำหนดไว้ว่าจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2005 ซึ่งการปรับดังกล่าวถูกเลื่อนออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2007

 

สินค้าเกษตรและอาหาร (Agriculture and Food Products)

 

การจัดเก็บภาษีสินค้าเกษตรและอาหารในอัตราสูงและกระบวนการออกใบอนุญาตนำเข้าและมาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ (SPS) การขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนของประเทศไทยคือปัจจัยหลักที่ขัดขวางการส่งออกสินค้าประเภทอาหารสดที่มีมูลค่าสูงและสินค้าแปรรูปของสหรัฐฯ ตามพันธกรณีสินค้าเกษตรของ WTO รอบอุรุกวัย ประเทศไทยมีข้อผูกพันที่จะต้องลดอัตราภาษีศุลกากรสินค้าเกษตรลง แต่ตามแผนการปรับโครงสร้างภาษีของรัฐบาลไทย สินค้าเกษตรถูกกำหนดให้เป็นรายการสุดท้ายที่จะนำมาพิจารณา

 

ภาษีศุลกากรที่จัดเก็บต่อสินค้าสำเร็จรูปพร้อมบริโภคจะอยู่ระหว่างร้อยละ 30 – 50 (ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียนโดยในบางรายการเช่น กาแฟ สูงถึงร้อยละ 90) ภาษีศุลกากรที่จัดเก็บต่อสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้สด (รวมทั้ง ผลไม้ประเภทส้มมะนาว และองุ่น) เนยแข็งสด และถั่ว (เช่น เมล็ดถั่วแห้ง ถั่วเลนทิล และถั่วชิกพี) ค่อนข้างสูงเช่นกัน ทั้งที่สินค้าเหล่านี้มีการผลิตภายในประเทศน้อยมากก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยไม่มีการผลิตมันฝรั่งหั่นเป็นชิ้นแช่แข็ง (Frozen French fries) แต่รัฐบาลกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสูงถึงร้อยละ 30 เมื่อรวมภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต และค่าธรรมเนียมพิเศษอื่นๆ แล้วไวน์นำเข้าจากต่างประเทศจะต้องเสียภาษีเกือบร้อยละ 400 ภาษีสรรพสามิตต่อไวน์ที่ผลิตจากองุ่นอยู่ที่ร้อยละ 60 ของมูลค่าสินค้าหรือ 100 บาทต่อแอลกอฮอล์บริสุทธิ์หนึ่งลิตร โดยรัฐจะเลือกวิธีจัดเก็บที่คิดคำนวณแล้วมีมูลค่าสูงสุด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เกิดจากหมักของผลไม้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่องุ่น เช่น มังคุด จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 25 ของมูลค่าสินค้าหรือ 70 บาทต่อแอลกอฮอล์บริสุทธิ์หนึ่งลิตรโดยรัฐจะเลือกวิธีจัดเก็บที่คิดคำนวณแล้วมีมูลค่าสูงสุด

 

ถ้ายกเว้นในกรณีของไวน์และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยส่วนใหญ่ประเทศไทยไม่มีการจัดเก็บอากรตามสภาพ (specific duties) ต่อสินค้าเกษตรและอาหารและการจัดเก็บภาษีอากรตามราคา (ad valorem) ก็ลดลงตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีต่อ WTO อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปบางชนิดยังมีอัตราภาษีศุลกากรโดยเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 25.4 ยิ่งไปกว่านั้น อัตราภาษีศุลกากรที่ผูกพันไว้กับ WTO (bound duties) ในสินค้าประเภทอาหารสดที่มีมูลค่าสูงและสินค้าแปรรูปก็ยังอยู่ระดับสูงถึงร้อยละ 30– 40 แม้ประเทศไทยจะปรับลดลงตามพันธกรณีที่มีต่อ WTO แล้ว ภาษีศุลกากรแอปเปิลอยู่ที่ร้อยละ 10 ในขณะที่ลูกแพร์และเชอรี่ยังคงสูงถึงร้อยละ 60 ประมาณการกันว่า เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ชาวสหรัฐฯ ขาดทุนราว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีอันเนื่องมาจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูง การคิดค่าธรรมเนียมพิเศษอื่นๆ และระบบการอ้างอิงราคาศุลกากร (customs reference price system) ซึ่งมักไม่คำนึงถึงราคาสินค้าที่แจ้งต่อศุลกากร (declared transaction price)

 

โดยภาพรวม นโยบายการนำเข้าของไทยมักจะคำนึงถึงการปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศเป็นหลัก นอกจากนั้น รัฐบาลยังควบคุมราคาสินค้าบางประเภทอย่างไม่โปร่งใสและยังคงใช้มาตรการจำกัดการนำเข้า (quantitative restriction) ในระดับสูงซึ่งกีดกันการเข้าสู่ตลาดของสินค้าจากต่างประเทศ สหรัฐฯ มีความวิตกกังวลถึงการจัดโควตาพิกัดอัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าเกษตรของไทยที่มักไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและปราศจากความโปร่งใส ถึงแม้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไทยจะเปิดเสรีการนำเข้าสินค้าประเภทที่นำมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต (feed ingredients) เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลืองและแป้งหยาบที่ทำจากถั่วเหลือง (soymeal) แต่รัฐบาลไทยกลับตั้งเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตนำเข้าสินค้าซึ่งมีผลกีดกันการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยเปิดเสรีการนำเข้าข้าวโพด แต่ผู้ส่งออกข้าวโพดในหลายประเทศกลับไม่ได้รับผลประโยชน์จากการลดภาษีศุลกากร เนื่องจากรัฐบาลไทยตั้งเงื่อนไขว่า ข้าวโพดนำเข้าจะต้องมาถึงประเทศไทยในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน เงื่อนไขข้างต้นนี้ทำให้ผู้ส่งออกข้าวโพดของสหรัฐฯ เสียผลประโยชน์แต่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศผู้ผลิตข้าวโพดในซีกโลกใต้ ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังมีการกำหนดโควตาอัตราภาษีศุลกากร (TRQ) ข้าวโพดไว้ด้วย โดยภาษีในโควตา (in-quota corn imports) จะอยู่ที่ร้อยละ 20 ( ปริมาณไม่เกิน 54,440 ตัน) ในขณะที่ภาษีนอกโควตา (out-of-quota corn imports) จะอยู่ที่ร้อยละ 73.8 ประเทศไทยไม่มีการจำกัดโควตาการนำเข้าถั่วเหลือง แต่จัดเก็บภาษีศุลกากรในอัตราร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำหนดให้ผู้นำเข้าถั่วเหลืองต้องซื้อถั่วเหลืองภายในประเทศตามปริมาณที่รัฐบาลกำหนดไว้ก่อน จึงจะได้รับใบอนุญาตการนำเข้าถั่วเหลือง ผู้นำเข้านมผงขาดมันเนยกล่าวว่า การจัดสรรโควตาการนำเข้ามักประกาศล่าช้าซึ่งบางครั้งมีผลทำให้การค้าต้องหยุดชะงัก

 

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไทยยังกำหนดค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตนำเข้าเนื้อวัวและเนื้อหมูประมาณ 114 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งตัน ค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตนำเข้าเนื้อไก่ประมาณ 227 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งตัน และ 114 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งตัน สำหรับเครื่องในสัตว์ โดยอัตราดังกล่าวไม่สะท้อนค่าใช่จ่ายในการบริหารการนำเข้าสินค้า การกำหนดมาตรฐานสุขอนามัยพืชและสัตว์ (SPS) ต่อสินค้าเกษตรบางประเภท ยังขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและมักไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการที่จะเริ่มใช้ระบบการตรวจสอบคุณภาพโรงฆ่าสัตว์และเครื่องอำนวยความสะดวกที่ใช้ในฟาร์มที่มีการส่งออกสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์มาสู่ประเทศไทย มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ รวมทั้งปลาและสินค้าป่ามาไทยลดลงอย่างมากนับตั้งแต่วิกฤติการเงินในปี 1997 โดยในปี 1998 มีมูลค่าโดยรวมประมาณ 440 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าจากสหรัฐมาไทยเริ่มฟื้นตัวและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็น 765 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2004 ตามการคาดการณ์ของอุตสาหกรรมสหรัฐฯ การส่งออกของสหรัฐฯ มาไทยจะเพิ่มขึ้น 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หากอัตราภาษีและมาตรการบิดเบือนทางการค้าต่างๆ ของไทยลดลงหรือถูกยกเลิกไป รวมทั้งเศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

 

ภาคยานยนต์ (Automotive Sector)

 

อัตราภาษีศุลกากรของไทยในสาขานี้จัดอยู่ในอันดับที่สูงที่สุดในอาเซียน ผลจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้เมื่อเดือนตุลาคม 1997 รัฐบาลไทยเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและประเภทเอสยูวี (sport utility vehicles) เป็นร้อยละ 80 จากเดิมร้อยละ 42 และร้อยละ 68 ตามลำดับ ประเทศไทยลงนามความตกลง FTA กับญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม 2005 ซึ่งผูกพันให้ประเทศไทยต้องลดภาษีศุลกากรต่อรถยนต์นำเข้าจากญี่ปุ่นที่มีเครื่องยนต์สูงกว่า 3000 ซีซี เหลือร้อยละ 60 เป็นเวลา 4 ปี ส่วนภาษีศุลกากรของรถบรรทุกปิกอัพนำเข้าสำเร็จรูป (CBU pick-up truck) ลดลงจากร้อยละ 60 เหลือร้อยละ 40

 

การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของประเทศไทยจะขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องยนต์ ในเดือนกรกฎาคม 2004 ประเทศไทยปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและแก้ไขระบบการจัดเก็บภาษีให้ง่ายมากขึ้น การจัดเก็บภาษีภายในประเทศต่อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจะอยู่ระหว่างร้อยละ 30– 50 ส่วนรถบรรทุกปิกอัพจะอยู่ที่ร้อยละ 3 การประเมินราคาศุลกากร (customs valuation) เป็นประเด็นที่สำคัญต่อสินค้าประเภทยานยนต์

 

สินค้าสิ่งทอ (Textiles)

 

อัตราภาษีศุลกากรของไทยที่จัดเก็บต่อสินค้าสิ่งทอของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงที่ระหว่างร้อยละ 20-30 สำหรับสินค้าเส้นใยส่วนใหญ่ และร้อยละ 30 สำหรับสินค้าประเภทเสื้อผ้าและเสื้อผ้าสำเร็จรูปอื่นๆ มากกว่าหนึ่งในสามของสินค้าสิ่งทอทั้งหมดในรายการจะมีถูกจัดเก็บอากรตามสภาพ (specific duties) ซึ่งทำให้อัตราภาษีที่แท้จริง (effective rate) ยิ่งสูงมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในเว็บไซต์ของ APEC ประเทศไทยยังระบุอัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าประเภทเสื้อผ้าบางชนิดไว้อย่างไม่ถูกต้องโดยระบุไว้ที่ร้อยละ 60 สหรัฐฯ มีความวิตกกังวลว่า การระบุอัตราภาษีที่สูงเกินความเป็นจริงอาจสร้างความเข้าใจผิดและขัดขวางศักยภาพการส่งออกของสหรัฐฯ

 

มาตรการจำกัดการนำเข้าและใบอนุญาตการนำเข้า (Quantitative Restrictions and Import Licensing)

 

ประเทศไทยยังคงอยู่ในขั้นตอนแก้ไขกระบวนการการออกใบอนุญาตนำเข้าสินค้า มีสินค้าอย่างน้อยที่สุด 26 กลุ่มที่ต้องขอใบอนุญาตการนำเข้า ยกตัวอย่างเช่น สินค้าวัตถุดิบ ปิโตรเลียม วัตถุดิบที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยา และเกษตรกรรม

 

นอกจากนั้น ประเทศไทยยังห้ามการนำเข้ารถจักรยานยนต์ที่ใช้แล้วและชิ้นส่วนและเครื่องเล่นพนัน (gaming machines) การนำเข้าสินค้าประเภทอื่นก็ต้องเผชิญกับเงื่อนไขข้อบังคับซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก ยกตัวอย่างเช่น การเสียค่าธรรมเนียมพิเศษ และเงื่อนไขเกี่ยวกับหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (certificate-of-origin requirements) ประเทศไทยไม่มีมาตรการเฉพาะด้านการใช้กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าที่ไม่มีการให้สิทธิพิเศษทางการค้า (non-preferential rules of origin)

 

การนำเข้าอาหาร ผลิตภัณฑ์ยา แร่ อาวุธและกระสุนปืน และผลงานทางศิลปะต้องขออนุญาตต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้องอีกเป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ ประเทศไทยกำหนดให้ต้องระบุรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการการผลิตและส่วนประกอบของอาหารในการยื่นขอจดทะเบียนสินค้า

 

อุปสรรคทางศุลกากร (Customs Barriers)

 

ในปี 2005 ประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนระเบียบพิธีการทางศุลกากรที่สำคัญ แต่ในระหว่างปี 2003– 2004 ประเทศไทยมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบพิธีการทางศุลกากรซึ่งสอดคล้องกับผลการเจรจากรอบความตกลงการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐฯ (U.S.-Thailand Trade and Investment Framework Agreement)

 

ประเทศไทยพยายามที่จะปรับปรุงความโปร่งใสและความมีประสิทธิภาพของระเบียบพิธีการทางศุลกากร โดยรัฐบาลประกาศใช้หลัก de minimis ในปี 2003 ซึ่งให้การยกเว้นแก่สินค้าที่มีมูลค่า 1,000 บาทหรือน้อยกว่าให้ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการนำเข้าที่เป็นทางการและเพิ่มระดับการนำเข้ามูลค่าต่ำอย่างไม่เป็นทางการ (low-value informal clearance threshold) เป็น 40,000 บาท ($1,000) จากเดิม 20,000 บาท ($500) นอกจากนั้นประเทศไทยยังขยายเวลาทำงานของศุลกากรและเพิ่มการดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และการดำเนินงานทางศุลกากรที่ไม่ใช้กระดาษ และจัดทำเว็บไซต์กรมศุลกากรภาคภาษาอังกฤษ

 

ในเดือนกรกฎาคม 2003 ประเทศไทยแจ้งต่อ WTO อย่างเป็นทางการถึงการอนุมัติร่างพระราชบัญญัติความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาเพื่อการศุลกากร (WTO Customs Valuation Agreement) ของรัฐสภา แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ได้ยกร่างแต่ยังไม่นำเสนอร่างพระราชบัญญัติซึ่งจำกัดอำนาจในการใช้ดุลยพินิจของอธิบดีกรมศุลกากร (Customs Director General) ต่อรัฐสภา ซึ่งทำให้กรมศุลกากรยังสามารถเพิ่มอัตราภาษีนำเข้า (customs value of import) ได้ตามอำเภอใจ ( แม้ในทางปฏิบัติอธิบดีจะไม่ได้ใช้ดุลยพินิจนี้ก็ตาม) ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมยังรายงานถึงการใช้ WTO transaction valuation methodology อย่างไม่สม่ำเสมอและยังคงมีการใช้ arbitrary values ในการดำเนินการทางศุลกากรของไทย ถึงแม้ว่าประเทศไทยเริ่มแก้ไขกระบวนการการยื่นคำร้องทางศุลกากร แต่ธุรกิจหลายรายเห็นว่ากระบวนการดังกล่าวยังมีความยุ่งยากซับซ้อนและขาดความโปร่งใส และการคอรัปชั่นในกรมศุลกากรยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญ

 

มาตรฐาน การทดสอบ การติดฉลาก และหนังสือรับรอง (Standards, Testing, Labeling and Certification)

 

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย (อย.) กำหนดเงื่อนไขด้านมาตรฐาน การทดสอบ การติดฉลาก และหนังสือรับรอง ในการออกใบอนุญาตนำเข้าสินค้าประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์ยาทุกประเภท รวมทั้งเครื่องมือทางการแพทย์บางรายการตามที่กำหนด บริษัทสหรัฐฯ หลายรายเห็นว่าค่าใช้จ่าย ระยะเวลา และความยุ่งยากซับซ้อนของขั้นตอนการออกใบอนุญาตเป็นภาระที่มากจนเกินไป และมีความวิตกกังวลถึงหลักเกณฑ์ที่ขาดความชัดเจนในการขอให้เปิดเผยข้อมูลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา (Proprietary Information)

 

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย ได้มีการปรับปรุงแก้ไขขั้นตอนการดำเนินการในบางส่วน แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทสหรัฐฯ ยังคงมีการรายงานถึงปัญหาความล่าช้าซึ่งบางครั้งใช้เวลานานเกือบ 1 ปีในการดำเนินการ สินค้าแปรรูปทุกประเภทจะต้องระบุรายการส่วนผสมและรายละเอียดขั้นตอนในการผลิตซึ่งการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจมีผลเสียหายต่อความลับทางการค้าของผู้ขออนุญาต หลักเกณฑ์การติดฉลากอาหารดัดแปลงพันธุกรรม (genetically modified foods) ของไทยซึ่งจำลองแบบมาจากระบบของญี่ปุ่นมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2003 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย ออกประกาศกระทรวงฉบับที่ 11 เรื่องการทดสอบความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งกำหนดให้อาหารนำเข้าจากต่างประเทศหลายประเภทต้องผ่านการทดสอบและการรับรองปริมาณสารเคมีที่ใส่ในอาหาร (chemical additives) ผู้ส่งออกอาหารของสหรัฐฯ รายงานว่า กฎระเบียบใหม่เหล่านี้สร้างภาระ ที่มากจนเกินไป และไม่มีความชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่มีการประเมินความเสี่ยงถึงความจำเป็นในการทดสอบข้างต้นนี้

 

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สมอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานมาตรฐานแห่งชาติสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีอำนาจในการรับรองสินค้าตามพระราชบัญญัติมาตรฐานของไทยและเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้ออกเอกสารรับรองมาตรฐานสากล ISO และ HACCP ในประเทศไทย รัฐบาลไทยกำหนดให้ต้องมีเอกสารรับรองสินค้า 60 รายการใน 10 สาขา อันได้แก่ สินค้าเกษตร วัสดุก่อสร้าง สินค้าอุปโภคและบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ท่อน้ำพีวีซี อุปกรณ์ทางการแพทย์ ภาชนะบรรจุก๊าซหุงต้ม วัตถุเคลือบพื้นผิว (surface coating) และยานบก (vehicles)

 

ผู้แทนจากภาคเอกชนของสหรัฐฯ มีความวิตกกังวลถึงจำนวนของมาตรการที่ถูกเสนอและบังคับใช้โดยสมอ. มาตรการเหล่านี้รวมไปถึงกฎระเบียบด้านเทคนิคเกี่ยวกับการจำกัดคลื่นรบกวน (radio disturbance limits) ใน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) และกฎระเบียบด้านเทคนิคอื่นๆ ที่ออกโดยสมอ. ซึ่งกำหนดให้ระบบการจ่ายไฟสำรองทุกประเภท (uninterruptible power systems) ต้องผ่านมาตรฐานการตรวจสอบตามที่กำหนดไว้

 

ในปี 2001 ประเทศไทยออกกฎระเบียบด้านการปล่อยมลพิษของรถจักรยานยนต์ (motorcycle emission regulations) ซึ่งเป็นการผสมผสานของมาตรฐานและการทดสอบที่มีใช้กันอยู่ทั่วโลก ซึ่งมาตรฐานนี้ติดอันดับมาตรฐานที่มีความเข้มงวดมากที่สุดในโลก

กลุ่มอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ยืนยันว่า การบังคับใช้มาตรฐานดังกล่าวไม่มีความโปร่งใส และแม้แต่ผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยซึ่งทำให้เครื่องยนต์ปล่อยมลพิษออกมาน้อยมาก (advance low-emission technology) ก็ยังยากที่จะผ่านมาตรฐานการทดสอบนี้

 

การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement)

 

ประเทศไทยยังไม่ได้ลงนามความตกลงการค้าว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐขององค์การการค้าโลก (WTO Agreement on Government Procurement) แม้ว่าในอดีตผู้แทนทางการค้าของไทยจะเคยสนับสนุนความตกลงว่าด้วยความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐขององค์การการค้าโลก (WTO Agreement Transparency in Government Procurement) ก็ตาม ประเทศไทยใช้ระเบียบพัสดุของสำนักนายกรัฐมนตรี ในการควบคุมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของกระทรวงต่างๆ แม้ว่าระเบียบนี้ใช้หลักการไม่เลือกปฏิบัติและหลักการแข่งขันแบบเปิดต่อผู้เสนอราคาทุกราย แต่รัฐวิสาหกิจแต่ละหน่วยงานกลับมีนโยบายและวิธีปฏิบัติด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นของตนเองที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมีการให้สิทธิพิเศษกับซัพพลายเออร์ภายในประเทศ (รวมทั้ง บริษัทสาขาจากสหรัฐฯ ที่จดทะเบียนในฐานะบริษัทไทย) โดยบริษัทเหล่านี้จะได้สิทธิพิเศษด้านราคา (price advantage) ร้อยละ 15 เหนือผู้เสนอราคาจากต่างประเทศในการประเมินผลการประกวดราคารอบแรก

 

ในปี 2001 สำนักนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ส่วนราชการสนับสนุนสินค้าไทยและกิจการของคนไทยหรือ “Buy Thai” ซึ่งยิ่งสร้างความน่าเป็นห่วงให้กับนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทย นโยบายนี้กีดกันการเข้าสู่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของซัพพลายเออร์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสินค้าประเภทคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) แม้ว่ารัฐบาลไทยจะปฏิเสธว่านโยบายสนับสนุนสินค้าไทยไม่ได้เลือกปฏิบัติต่อผู้ผลิตจากต่างประเทศ แต่ในบางกรณี เอกสารประกวดราคาการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีการระบุไว้อย่างชัดเจนถึงการแยกสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศหรือที่ไม่ใช้สินค้าของไทยออกจากขั้นตอนการประกวดราคา

 

หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจยังได้สิทธิในการเลือกที่จะรับหรือปฏิเสธการประกวดราคาเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ และยังอาจสามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขด้านเทคนิคในระหว่างขั้นตอนการประกวดราคา ข้อกำหนดที่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางเทคนิคสร้างความได้เปรียบในการประกวดราคาแก่หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ แม้ว่า ประเทศไทยจะมีข้อผูกพันอย่างเป็นทางการต่อกรอบกติกาด้านความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แต่บริษัทของสหรัฐฯ และสื่อของไทยมักรายงานถึงข้อกล่าวหาในการปฏิบัติไม่ชอบและการคอรัปชั่นในระบบราชการไทย ตัวแทนภาคเอกชนของไทยยังแสดงความวิตกกังวลถึงการตัดสินใจของรัฐบาลที่ยกเลิกบทบัญญัติด้านอนุญาโตตุลาการ (arbitration clauses) ในสัมปทานและสัญญาจ้างของรัฐ

 

ในเดือนพฤษภาคม 2000 ประเทศไทยประกาศใช้มาตรการค้าต่างตอบแทน (countertrade transaction) ในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีมูลค่าตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป หรือ 7.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป มาตรการข้างต้นกำหนดให้ต่างประเทศต้องซื้อสินค้าไทยตอบแทน (counter-purchase) โดยต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าในสัญญาหลัก นอกจากนี้ ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนยังอาจระบุตลาดที่สินค้าบางประเภทไม่สามารถขายได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตลาดที่สินค้าไทยครองตลาดอยู่ ตั้งแต่ปี 1994 จนถึงเดือนกันยายน 2005 ประเทศไทยได้ลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทนไปแล้วทั้งหมด 292 ความตกลง ซึ่งมีผลต่อมูลค่าการส่งออกคิดเป็นมูลค่า 67 พันล้านบาท หรือประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

การอุดหนุนการส่งออก (Export Subsidies)

 

ประเทศไทยยังคงดำเนินตามโครงการสนับสนุนการค้าสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภทและสินค้าเกษตรแปรรูปซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนการส่งออกซึ่งได้แก่ การให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี การลดอัตราภาษีนำเข้า การให้เครดิตในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราตลาดในการซื้อขายข้าวไทยระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (โดยจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป) และการจัดหาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ส่งออก นอกจากนั้น ยังมีโครงการ Export Market Diversification Promotion Program ซึ่งจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ส่งออกที่มุ่งส่งออกสินค้าสู่ตลาดแหล่งใหม่ อย่างไรก็ตามโครงการนี้สิ้นสุดลงเมื่อเดือนธันวาคม 2003

 

การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Right Protection)

 

การปลอมแปลงและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อการพาณิชย์ยังคงมีอยู่อย่างแพร่หลายในประเทศไทย แม้ว่าจะเพิ่งมีการปรับโครงสร้างหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาก็ตาม

 

รายงานของอุตสาหกรรมด้านลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ ประมาณการ ว่าการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทยทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าราว 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2004 โดยไทยถูกสหรัฐฯ จัดให้อยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามอง (Watch List) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1994

ภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุน (TIFA) สหรัฐฯ และประเทศไทยได้มีการปรึกษาหารือเกี่ยวกับประเด็นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ในเดือนมิถุนายน 2003 สหรัฐฯ เสนอแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (IPR Action Plan) แก่รัฐบาลไทย โดยแผนดังกล่าวประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมาย/กฎระเบียบ และกระบวนการทางศาล สาระสำคัญของแผนปฏิบัติการนี้คือ หนึ่ง แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ซีดี (optical disk legislation) และพยายามเร่งรัดให้ออกเป็นพระราชบัญญัติให้ได้อย่างรวดเร็ว สอง ปรับปรุงแก้ไขการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยโดยเพิ่มความชัดเจน และบทลงโทษในการบังคับใช้กฎหมายและแก้ไขให้กฎหมายของไทยสอดคล้องกับของสหรัฐฯ และสาม ปรับปรุงร่างแก้ไขพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ หลังการเจรจาความตกลง FTA กับสหรัฐเริ่มขึ้น รัฐสภาไทยได้ผ่านกฎหมายผลิตภัณฑ์ซีดี กฎหมายฉบับนี้ขาดองค์ประกอบสำคัญหลายส่วน ซึ่งสหรัฐฯ พยายามเรียกร้องให้มี ส่วนร่างแก้ไขพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของไทยยังไม่ผ่านเป็นกฎหมาย นอกจากนั้น การบังคับใช้กฎหมายของไทยยังขาดความแน่นอนและบทลงโทษที่รุนแรงมากพอ รวมทั้งไม่สอดคล้องกับของกฎหมายของสหรัฐฯ

 

ที่ผ่านมา ยังไม่มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติความลับทางการค้าซึ่งผ่านรัฐสภาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2002 ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่างกฎระเบียบในการบังคับใช้ตามพระราชบัญญัตินี้ ถึงแม้ว่าร่างกฎระเบียบพร้อมที่จะให้รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขลงนามอนุมัติ แต่ดูเหมือนว่าการดำเนินการต่างๆ จะถูกชะลอไว้จนกว่าการเจรจาความตกลง FTA จะเสร็จสมบูรณ์

 

ร่างพระราชบัญญัติความลับทางการค้าฉบับล่าสุดอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐสามารถเปิดเผยความลับทางการค้าได้ในกรณีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสาธารณะ โดยการเปิดเผยนี้จะต้องไม่มีผลประโยชน์ทางการพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อบัญญัตินี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อไม่ให้มีการใช้สิทธิในการปกปิดความลับทางการค้าเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางพาณิชย์อย่างไม่ยุติธรรม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่า กฎระเบียบข้างต้นอาจให้อำนาจแก่หน่วยงานของรัฐมากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิเสธการคุ้มครองข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติวางตลาดของยารักษาโรคจากการถูกนำไปใช้ในทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม

 

นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมีพระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งมีหลักการที่สอดคล้องกับความตกลงทริปส์ (TRIPS) พระราชบัญญัตินี้ผ่านรัฐสภาไปเมื่อเดือนกันยายน 2003 และมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2004 ตัวแทนจากภาคเอกชนได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการดำเนินการและการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช โดยเฉพาะเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการปลอมแปลงเมล็ดพันธุ์พืชที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในประเทศไทย

ประเทศไทยมีการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยปราศจากความชัดเจนแน่นอน แม้ว่าคดีความเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามักถูกตัดสินว่าจำเลยกระทำผิด แต่การคอรัปชั่นและวัฒนธรรมการผ่อนผัน (culture climate of leniency) สร้างความยากลำบากในการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งรวมถึงบุคคลที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติตอบโต้การบังคับใช้กฎหมายที่รุนแรงมากขึ้นโดยใช้วิธีการข่มขู่ตัวแทนผู้ทรงสิทธิ์และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจเกี่ยวข้อง ในปี 2003 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้สนับสนุนการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน (interagency cooperation) ในด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และได้ทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandums of Understanding หรือ MOU) ระหว่างหน่วยงานที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย (สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมศุลกากร) กับผู้ทรงสิทธิ์ เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่ดีมากยิ่งขึ้น ในเดือนมิถุนายน 2005 มีการทำ MOU อีกฉบับหนึ่งซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้ทรงสิทธิ์ในการให้เงินรางวัลตอบแทนแก่เจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย

 

ในปี 2003 รัฐสภาได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา DSI ควรมุ่งความสนใจไปที่การผลิต การเก็บและการลักลอบค้าสินค้าซึ่งละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการยับยั้งกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม DSI ยังขาดเจ้าหน้าที่ที่จะเข้ามารับผิดชอบในด้านดังกล่าว ในเดือนธันวาคม 2003 คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งมีผลทำให้การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นการกระทำผิดทางอาญา การแก้ไขข้างต้นทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถยึดและเข้าตรวจสอบเงินทุนและบัญชีธนาคารที่น่าสงสัยได้ อย่างไรก็ตามในเดือนกรกฎาคม 2004 คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ยอมรับให้การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นการกระทำผิดทางอาญาภายใต้กฎหมายดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่าการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นข้อพิพาททางพาณิชย์ (commercial dispute)

 

ประเทศไทยจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาในปี 1997 ซึ่งช่วยปรับปรุงวิธีพิจารณาคดีและเพิ่มบทลงโทษให้มีความรุนแรงมากขึ้น คดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาโดยทั่วไปจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 6– 12 เดือน นับตั้งแต่การเข้าตรวจค้นจับกุมจนถึงการตัดสินลงโทษ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ของไทยมักขาดทรัพยากรที่เพียงพอในการบังคับใช้กฎหมาย ยกเว้นในกรณีที่คดีเริ่มโดยผู้ทรงสิทธิ์เอง

 

สิทธิบัตร (Patents)

 

พระราชบัญญัติสิทธิบัตรของไทยที่มีการแก้ไขให้เป็นไปตามหลักการของความตกลง

ทริปส์ (TRIPS) มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกันยายน 1999 อย่างไรก็ตาม สำนักงานสิทธิบัตรของไทยยังขาดทรัพยากรที่เพียงพอในการตรวจสิทธิบัตรที่ยื่นจดทะเบียนจำนวนมาก การตรวจสิทธิบัตรอาจใช้เวลามากกว่า 5 ปี กรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังหาหน่วยงานจากภายนอกมาดูแลในด้านการสืบค้นความใหม่ของสิทธิบัตร และการเตรียมเอกสารการยื่นคำขอให้กับสถาบันศึกษาเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในขั้นตอนการลงทะเบียน ในปี 2005 ประเทศไทยเริ่มเตรียมความพร้อมที่จะลงนามในอนุสัญญากรุงปารีส (the Paris Convention) และ อนุสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty)

 

ลิขสิทธิ์ (Copyrights)

 

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของไทยถูกตราขึ้นตามพันธกรณีที่ต้องอนุวัตรกฎหมายให้เป็นไปตามหลักการของความตกลงทริปส์ (TRIPS) และอนุสัญญากรุงเบิร์น (Berne Convention) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 1995 แม้ตำรวจไทยพยายามอย่างหนักที่จะกวาดล้างสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในระดับการค้าปลีก การค้าส่ง และการผลิต แต่ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย

 

กฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยมีเนื้อหากำกวมไม่ชัดเจน กฎระเบียบในการบังคับใช้กฎหมายก็มีช่องโหว่ซึ่งทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนของการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของอนุสัญญาลิขสิทธิ์ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO Copyright Treaty) และอนุสัญญาเกี่ยวกับการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO Performances and Phonograms Treaty) ทั้งสองอนุสัญญานี้เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในนาม “ อนุสัญญาอินเตอร์เน็ต” ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIOP Internet Treaty) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2002 ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่การเจรจาความตกลง FTA น่าจะทำให้ต้องมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวอีก

 

สหรัฐฯ ระบุว่าการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาธุรกิจเคเบิลทีวีในไทยเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากผู้ให้บริการที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้ขยายการให้บริการไปถึงต่างจังหวัด ในเดือนธันวาคม 2003 รัฐบาลไทยออกนโยบายเสนอการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ดำเนินการที่ให้ความร่วมมือ การกำหนดมาตรการในการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ต้องหยุดชะงักชั่วคราว เนื่องจากรอการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติหรือ กสช. และรอการออกกฎระเบียบใหม่สำหรับผู้ให้บริการเคเบิลทีวี

สหรัฐฯ ได้แสดงความวิตกกังวลอย่างมากต่อการขยายตัวของการละเมิดลิขสิทธิ์แผ่นบันทึกภาพและเสียงในประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2004 รัฐสภาได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดี (Optical Disk Manufacturing Control bill) ซึ่งเพิ่มอำนาจของเจ้าหน้าที่ในการกวาดล้างโรงงานผลิตซีดีผิดกฎหมายและเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่นำใช้ในการผลิต อุตสาหกรรมด้านลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า กฎหมายด้านผลิตภัณฑ์ซีดีของไทยที่มีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2005 ยังบกพร่องในหลายจุด เช่น บทลงโทษที่ไม่รุนแรงมากพอที่จะยับยั้งการละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ได้ช่วยเพิ่มอำนาจของภาครัฐในการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ

สำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ในด้านการผลิตหนังสือ สำนักพิมพ์หลายแห่งแสดงความวิตกกังวลว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ที่ใช้อยู่ถูกตีความในลักษณะที่เอื้อต่อการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของการทำสำเนา ซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมของสหรัฐฯ เสียประโยชน์ประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

 

เครื่องหมายการค้า (Trademarks)

 

ในปี 1992 รัฐบาลไทยแก้ไขพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า โดยเพิ่มบทลงโทษต่อการละเมิดเครื่องหมายการค้าและขยายการคุ้มครองให้ครอบคลุมเครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง และเครื่องหมายร่วม นอกจากนั้น ยังปรับปรุงขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของรัฐบาลสหรัฐฯ (IPR Action Plan) ในปี 2002 มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักการของความตกลงทริปส์ (TRIPS) ซึ่งขยายการจำกัดความทางกฎหมายของคำว่า “ เครื่องหมาย” แม้ว่าพัฒนาการข้างต้นจะสร้างกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจนขึ้นและนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสินค้าประเภทเสื้อผ้า เครื่องประดับ และของเล่นฟุ่มเฟือย การละเมิดเครื่องหมายทางการค้าก็ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย

 

อุปสรรคต่อการค้าบริการ (Services Barriers)

 

บริการโทรคมนาคม (Telecommunications Services)

 

ในช่วงปี 2005 ประเทศไทยมีความคืบหน้าอย่างมากในการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคม อย่างไรก็ตาม มีปัญหาในอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขและยังมีการกีดกันการลงทุนจากต่างชาติอยู่ ถึงแม้ว่า ประเทศไทยผูกพันการเปิดเสรีโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานในเดือนมกราคม 2006 ตามพันธกรณีที่มีต่อองค์การการค้าโลก แต่เนื่องจากสหรัฐฯ ให้การบริการโทรคมนาคมที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และการบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ดังนั้น การเปิดเสรีการบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐาน เช่น การบริการโทรศัพท์พื้นฐาน โทรสาร โทรพิมพ์ (telex) และโทรเลข (telegraph) จึงไม่ได้เอื้อประโยชน์อย่างเต็มที่

 

คณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เป็นหน่วยงานอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 1997 และมีอำนาจในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม การจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม กทช. เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2004 ในขณะที่กรมไปรษณีย์โทรเลข (PTD) ถูกแปรสภาพเป็นสำนักงานเลขาธิการ กทช. แม้ว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะยังคงรับผิดชอบนโยบายด้านโทรคมนาคม และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่การเปิดเสรีสาขาโทรคมนาคมก็อยู่ในความดูแลของกทช.

 

ในปีแรกของการทำงาน กทช. ได้ออกแผนแม่บทปี 2005– 2007 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2005 กทช. แบ่งการออกใบอนุญาตโทรคมนาคมออกเป็น 3 ประเภทคือ ใบอนุญาตแบบที่หนึ่ง (แบบไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคม) ใบอนุญาตแบบที่สอง (แบบทั้งมีหรือไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคม สำหรับกลุ่มหรือผู้ใช้เฉพาะ) และใบอนุญาตแบบที่สาม (แบบมีโครงข่ายเพื่อการบริการโทรคมนาคมสาธารณะ) นอกจากนั้น กทช.ยังกำหนดเกณฑ์ในการจัดสรรหมายเลขโทรศัพท์และออกมาตรการชั่วคราวเพื่อการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุและกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2005 กทช. ได้ออกใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง และแบบที่สามทั้งหมด 6 ฉบับแก่ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเดิม

 

นอกจากนั้น กทช. กำลังเริ่มดำเนินการออกใบอนุญาตสำหรับการบริการสื่อสารผ่านดาวเทียม ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มใช้ในปี 2006 โดยแบ่งการออกใบอนุญาตออกเป็น 3 แบบ ใบอนุญาตแบบที่หนึ่ง สำหรับ satellite operators (สามารถนำเอาหลักการการออกใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบที่สามมาประยุกต์ใช้ได้) ใบอนุญาตแบบที่สอง สำหรับ Earth-station Operators (สามารถนำเอาหลักการการออกใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบที่สองมาประยุกต์ใช้ได้) ใบอนุญาตแบบที่สาม สำหรับ satellite service re-sellers (สามารถนำเอาหลักการการออกใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบที่หนึ่งมาประยุกต์ใช้ได้)

 

กทช. ได้จัดการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับคลื่นความถี่สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (3G) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2005 และมีแผนที่จะกำหนดเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตภายในกลางปี 2006 ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า กทช.จะกำหนดให้ประมูลใบอนุญาตหรือจะจัดสรรโดยวิธีอื่น ประเทศไทยมีการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมหลายโครงข่ายซึ่งแต่ละโครงข่ายก็ถูกควบคุมโดยกฎระเบียบที่แตกต่างกัน ดังนั้น กทช. จึงต้องพิจารณาถึงค่าธรรมเนียมในการเชื่อมต่อโครงข่าย (interconnection charges) ในการออกใบอนุญาต 3G ด้วย กฎหมายกำหนดให้การจัดสรรคลื่นความถี่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทั้ง กทช.และ กสช. แต่ กสช. ยังอยู่ในขั้นตอนการสรรหา นอกจากนี้กฎหมายไม่ได้ระบุถึงวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ชัดเจนและยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการจัดสรรคลื่นความถี่จะต้องรอจนกว่าการจัดตั้ง กสช. แล้วเสร็จหรือไม่

 

ประเทศไทยเปิดให้ชาวต่างชาติเข้าดำเนินการโทรคมนาคมครั้งแรกตั้งแต่ปี 1989 อย่างไรก็ตาม บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโทรคมนาคม โดยเฉพาะการบริการโทรศัพท์พื้นฐานและการบริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ ตลาดการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ถูกควบคุมโดยผู้ประกอบการเอกชน 3 รายซึ่งทั้งหมดจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (TAC) และ บริษัททีเอ ออเร้นจ์ (ในเครือทรูคอร์ปอเรชั่น) ผู้ประกอบการทั้งสามมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทโทรคมนาคมต่างชาติ เช่น สิงคโปร์ เทเลคอม (Singapore Telecom) ถือหุ้นประมาณร้อยละ 20 ของบริษัท AIS เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2005 บริษัท Telenor AS ของนอร์เวย์เข้าซื้อหุ้นและเข้าครอบครองกิจการทั้งบริษัท TAC และบริษัท UCOM ซึ่งเป็นบริษัทแม่

 

ในเดือนพฤศจิกายน 2001 รัฐบาลไทยออกกฎหมายด้านกิจการโทรคมนาคมซึ่งลดสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติในกิจการโทรคมนาคมลงจากเดิมอยู่ที่ร้อยละ 49 เหลือร้อยละ 25 ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2005 รัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายให้ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49 การแก้ไขข้างต้นนี้ยังยกเลิกเงื่อนไขที่ว่าคณะกรรมการของบริษัทโทรคมนาคมจะต้องเป็นคนไทยร้อยละ 75 ด้วย

 

บริการไปรษณีย์และไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (Postal and Express Delivery Service)

 

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังคงสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บริษัทได้ปฏิรูปภาพลักษณ์ใหม่ ปรับปรุงบริการไปรษณีย์แก่ประชาชนทั่วไปและพัฒนาการให้บริการเชิงธุรกิจ โดยมีคณะกรรมการไปรษณีย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้กำกับดูแล พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 ครอบคลุมไปรษณีย์พื้นฐาน (จดหมายและไปรษณียบัตร) และข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทซึ่งให้บริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายข้างต้น เช่น ไปรษณียภัณฑ์ (parcel post) จะอยู่นอกขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการ การผูกขาดบริการไปรษณีย์ทำให้ผู้ให้บริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษอื่นๆ ต้องเสียค่าธรรมเนียม 37 บาท (ประมาณ 1 ดอลลาร์) ต่อชิ้นเป็นค่าไปรษณียากรและค่าปรับในการละเมิดการผูกขาดบริการไปรษณีย์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำลังร่างพระราชบัญญัติยกเลิกการผูกขาดของกฎหมายดังกล่าว โดยจะแบ่งการบริการไปรษณีย์เป็นการบริการอย่างทั่วถึง (universal service) และการบริการเฉพาะ (specific service)

 

บริการวิชาชีพสาขากฎหมาย (Legal Service)

 

ปัจจุบันกฎหมายไทยจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติในบริษัทกฎหมายไว้ไม่เกินร้อยละ 49 และห้ามคนต่างด้าวให้บริการด้านการว่าความในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ภายใต้สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับไทย (Treaty of Amity and Economic Relations) การลงทุนหรือการประกอบธุรกิจของสหรัฐจะได้รับข้อยกเว้นจากกฎข้อบังคับทั่วไปด้านสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติในธุรกิจกฎหมาย ทำให้นักลงทุนชาวสหรัฐอาจเป็นเจ้าของบริษัทกฎหมายในประเทศไทยได้ แต่อย่างไรก็ตามชาวสหรัฐ รวมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายสัญชาติอื่นๆ ยังคงไม่สามารถให้บริการด้านการว่าความได้

 

บริการทางการเงิน (Financial Service)

 

แม้ว่าหลังวิกฤติการเงิน 1997-98 รัฐบาลไทยได้เปิดเสรีบริการทางการเงิน แต่ยังมีการจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติอยู่ ตั้งแต่ปี 1997 ชาวต่างชาติสามารถให้บริการนายหน้าทางการเงิน (brokerage service) ได้ แต่บริษัทต่างชาติจะสามารถมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ของไทยเกินร้อยละ 49 ได้จากการอนุญาตเป็นรายๆ ไป

 

ประเทศไทยจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติในธนาคารไทยไม่เกินร้อยละ 25 ตามแผนแม่บทภาคการเงินซึ่งร่างโดยธนาคารแห่งประเทศไทยและได้รับการรับรองโดยรัฐสภา สัดส่วนข้างต้นอาจเพิ่มเป็นร้อยละ 49 ได้ หากธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควร นอกจากนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยยังระบุว่า จะยังไม่มีการออกใบอนุญาตให้แก่ธนาคารรายใหม่ในการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศจนกว่าสภาพเศรษฐกิจของไทยจะเอื้ออำนวยต่อตลาดการแข่งขันที่สูงขึ้น

 

สาขาธนาคารต่างชาติมีข้อเสียเปรียบในการแข่งขันหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น ถูกจำกัดจำนวนสาขาให้มีได้เพียงหนึ่งสาขาเท่านั้น และห้ามมีตู้ ATM เนื่องจากกฎหมายไทยถือว่าตู้ ATM เป็นสาขา ธนาคารต่างชาติต้องมีเงินลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือฝากเงินโดยตรงต่อธนาคารแห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่า 125 ล้านบาท (3.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

 

ด้านการบริการปรับโครงสร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ บสท. (TAMC) มักให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการสัญชาติไทยก่อน ผู้ประกอบการต่างชาติจะถูกว่าจ้างก็ต่อเมื่อไม่มีผู้ประกอบการสัญชาติไทยที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการ

บริการวิชาชีพสาขาโครงสร้างก่อสร้างสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม (Construction, Architecture, and Engineering)

 

กฎหมายไทยห้ามคนต่างด้าวประกอบอาชีพวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม แต่ในทางปฏิบัติ คนต่างด้าวสามารถทำงานเป็นที่ปรึกษาในสาขานี้ได้ บริษัทก่อสร้างต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการตามกฎหมายไทย ภายใต้สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับไทย บริษัทสหรัฐฯ สามารถเข้ามาตั้งบริษัทให้บริการด้านการก่อสร้าง วิศวกรรม และสถาปัตยกรรมได้ รัฐบาลไทยควบคุมอัตราการเรียกเก็บค่าบริการ (billing rate) ของบริษัทต่างชาติที่ให้บริการด้านการก่อสร้าง วิศวกรรม และสถาปัตยกรรมโดยการกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ

บริการวิชาชีพสาขาบัญชี (Accounting Service)

คนต่างด้าวไม่สามารถได้รับใบอนุญาตนักบัญชีที่ได้รับการรับรอง (Certified Public Accountant) ดังนั้นจึงไม่สามารถให้บริการด้านการบัญชีในประเทศไทยได้ นักบัญชีต่างชาติสามารถให้บริการในฐานะที่ปรึกษาทางธุรกิจ (business consultants) ได้เท่านั้น

 

บริการขนส่งที่รวมไปถึงบริการขนส่งด่วนพิเศษ (Transport Services, including Express Delivery Services)

ในเดือนกรกฎาคม 2005 รัฐสภาไทยผ่านพระราชบัญญัติขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport Act) แต่ความไม่ชัดเจนในกฎหมายฉบับนี้ ก่อให้เกิดความไม่แน่ใจในข้อปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจของบริษัทขนส่งทางทะเลของต่างชาติ เนื่องจากในปัจจุบันกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องซึ่งร่างโดยกระทรวงคมนาคมยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แม้ว่ากฎหมายกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2005 พระราชบัญญัตินี้กำหนดให้บริษัทขนส่งทางทะเลของต่างชาติให้บริการด้านการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการตามกฎหมายไทยหรือต้องแต่งตั้งบริษัทไทยให้เป็นตัวแทนซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและเพิ่มภาระ ร่างกฎกระทรวงฉบับล่าสุดกำหนดให้ พระราชบัญญัติขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบไม่มีผลบังคับใช้ต่อบริษัทขนส่งสินค้าทางทะเลของต่างชาติที่ระบุไว้ในใบขน (bills of lading) ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ (international convention) สหรัฐเชื่อว่า กฎกระทรวงนี้จะช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดของบริษัทสาขาในพระราชบัญญัติฉบับใหม่

 

การจำกัดสัดส่วนหุ้นต่างชาติที่ไม่เกินร้อยละ 49 ในกิจการขนส่งทางบก (รถบรรทุก) เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของการลงทุนด้านการบริการขนส่งด่วนพิเศษ

 

ในปี 2005 ประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการเปิดเสรีการขนส่งทางอากาศ โดยรัฐบาลไทยได้ลงนามความตกลงว่าด้วยการเปิดเสรีการบินระหว่างไทยกับสหรัฐฯ (bilateral Open Skies Agreement of 2003 between the Kingdom of Thailand and the United States) ซึ่งครอบคลุมการบริการคลังสินค้า (cargo service) และต่อมาในเดือนกันยายน 2005 ทั้งสองประเทศได้ลงนามความตกลงการเปิดเสรีการบินอย่างครอบคลุม (comprehensive Open Skies Agreement) ซึ่งครอบคลุมไปถึงการขนส่งผู้โดยสารทางอากาศ

 

บริการด้านสุขภาพ (Healthcare Services)

 

รัฐบาลไทยมีนโยบายที่ค่อนข้างเข้มงวดต่อการให้บริการด้านสุขภาพ เช่น การบริการโรงพยาบาล บริการทางทันตกรรม และบริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของการดำเนินกิจการโรงพยาบาล สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ การบริหารจัดการ และความเสมอภาคในการได้รับการรักษาพยาบาล

 

การโฆษณา (advertising)

 

กฎหมายไทยห้ามโฆษณาในโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก (pay television) โทรทัศน์คือสื่อที่ได้รับความนิยมสูงสุด ประเทศไทยไม่มีกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการเข้าร่วมด้านการโฆษณาของคนต่างด้าว (foreign participation in advertising)

 

อุปสรรคต่อการลงทุน (Investment Barriers)

 

พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวคือกรอบควบคุมการลงทุนและการว่าจ้างคนต่างชาติในประเทศไทย ถึงแม้ว่ากฎหมายไทยจะห้ามคนต่างชาติลงทุนในหลายสาขา แต่จากการทำสนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ นักลงทุนและบริษัทของสหรัฐฯ จะได้รับสิทธิพิเศษในการลงทุนในประเทศไทยในทุกสาขาการผลิตและการบริการ ยกเว้น 6 สาขา อันได้แก่ การสื่อสาร การขนส่ง การดูแลทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น การธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการรับฝากเงิน การแสวงหาผลประโยชน์จากที่ดินและจากทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ และการค้าภายในเกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมือง ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องให้การประติบัติเยี่ยงคนชาติ (national treatment) ต่อนักลงทุนชาวสหรัฐในทุกสาขายกเว้น การบริการวิชาชีพ39 อาชีพซึ่งสงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น

 

พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวซึ่งห้ามการลงทุนจากต่างชาติ ไม่มีผลต่อโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือธุรกิจการส่งออกตามกฎหมายนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

มาตรการการลงทุนที่เกี่ยวกับการค้า (Trade-Related Investment Measures)

 

ในปี 1995 ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของความตกลงว่าด้วยมาตรการการลงทุนที่เกี่ยวกับการค้าขององค์การการค้าโลก (TRIMS) โดยแจ้งต่อองค์การการค้าโลกว่าจะยังคงใช้เงื่อนไขกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (local-content requirements) เพื่อส่งเสริมการลงทุนในหลายสาขา อันได้แก่ อุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนม และอุตสาหกรรมประกอบยานยนต์และผลิตชิ้นส่วนยานยนต์

 

ประเทศไทยยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าภาคยานยนต์ ไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2000 ตามพันธกรณีของความตกลง TRIMS ส่วนอุตสาหกรรมนมได้ยกเลิกมาตรการดังกล่าวในปลายปี 2003

 

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(Electronic Commerce)

 

ทั้งๆ ที่รัฐบาลค่อนข้างให้ความสำคัญในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และได้อนุมัติกรอบการค้าด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในเดือนตุลาคม 2000 แต่ยังมีการประกาศใช้กฎหมายด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพียงบางส่วนเท่านั้น การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชาชนอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2003 การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชาชนทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 10.4 และร้อยละ 26.9 ในกรุงเทพมหานคร อัตราการมีคอมพิวเตอร์ต่อครัวเรือนก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ในปี 2003 อัตราคอมพิวเตอร์ต่อครัวเรือนโดยทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 9.6 และร้อยละ 29.4 ในกรุงเทพมหานคร และในปี 2005 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13.7 และร้อยละ 33.1 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม กรอบโครงสร้างทางกฎหมายด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ล้าหลังคือปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย

พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2002 ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง เพราะยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีซึ่งอนุมัติกฎหมายประกอบ ในปี 2002 รัฐบาลไทยมีแผนการที่จะประกาศใช้ร่างกฎหมายด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อีก 4 ฉบับ อันได้แก่ ร่างกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศ ร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูล และร่างกฎหมายการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ร่างกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้รับการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีในเดือนกันยายน 2003 ถูกส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในเดือนพฤศจิกายน 2005 ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและน่าจะเข้าวาระการพิจารณาร่างกฎหมายในสมัยประชุมถัดไป ส่วนร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศยังอยู่ระหว่างการทบทวนของ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส่วนกฎหมายการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ถูกแทนที่โดยร่างกฎหมายการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยกร่างโดย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและกำลังอยู่ในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าร่างกฎหมายข้างต้นทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด

 

ตั้งแต่มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2004 ประเทศไทยมีกรอบโครงสร้างที่ใช้กำกับดูแลการประกอบธุรกิจการให้บริการทางอินเตอร์เน็ตที่ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ กทช. ยังกำหนดเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการอินเตอร์เน็ต ค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมในการเชื่อมต่อโครงข่ายของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต และออกใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบที่ 1 (สำหรับผู้ให้บริการที่ไม่มีโครงข่ายของตัวเอง) ใบแรกให้แก่ บริษัท บริษัท เคเอสซี คอมเมอร์เชียล อินเตอร์เน็ต จำกัด เมื่อเดือนมิถุนายน 2005

 

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นผู้รับผิดชอบในการออกนโยบายด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับหลายหน่วยงานทั้ง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องรวมทั้ง ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

อุปสรรคอื่นๆ(Other Barriers)

 

รัฐวิสาหกิจภายในประเทศไทยส่วนใหญ่ได้รับการคุ้มครองจากการแข่งขันจากต่างชาติ ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมยา องค์การเภสัชกรรมได้รับสิทธิพิเศษในการผลิตและขายยาโดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนหรือขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เหมือนยาที่ผลิตโดยบริษัทเอกชนรายอื่นๆ ซึ่งทำให้องค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตและจำหน่ายยาสามัญ (generic drugs) ที่มีวางขายในต่างประเทศได้โดยไม่ถูกควบคุมคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัย นอกจากนั้น รัฐบาลไทยยังกำหนดเงื่อนไขซึ่งควบคุมการจัดซื้อจัดจ้างของโรงพยาบาลรัฐและข้อจำกัดในการจำหน่ายยาที่ไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งมีผลในการกีดกันยานำเข้าจากต่างประเทศหลายชนิด

 

รัฐบาลไทยยังมีอำนาจในการกำหนดเพดานราคา (price ceilings) สินค้าและบริการ 20 รายการ ยกตัวอย่างเช่น ยา เทปบันทึกเสียง นม น้ำตาล น้ำมันเชื้อเพลิง และปุ๋ยเคมี กลไกการตรวจสอบการควบคุมราคาของไทยไม่มีความโปร่งใส การกำหนดราคาบางครั้งใช้สมมุติฐานที่ล้าสมัย ยกตัวอย่างเช่น การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเดิมเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการตรวจสอบอัตราแท้จริงที่ใช้ในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่มีการร้องเรียนให้ทบทวนอัตราแลกเปลี่ยนจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ตาม และมีเพียงน้ำตาลเท่านั้นที่ใช้เพดานราคาขายปลีก (retail price ceiling)

 

ในทางปฏิบัติ รัฐบาลยังใช้อำนาจผูกขาดของรัฐวิสาหกิจในสินค้าและบริการหลายประเภทเช่น การบิน ปิโตรเลียมและโทรคมนาคม ในการกำหนดราคาสินค้าและบริการเหล่านั้น

 

ประเทศไทยยังไม่ได้ลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านคอรัปชั่น (UN Convention against Corruption) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2005 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยมีความพยายามที่จะจัดการกับปัญหาการคอรัปชั่นของเจ้าพนักงานรัฐ โดยรัฐธรรมนูญไทยได้ให้อำนาจแก่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ โดยกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงต้อง ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ที่มีอยู่จริงทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น หรือที่ให้บุคคลอื่นถือแทน ทั้งก่อนและหลังการเข้ารับตำแหน่ง กฎหมายที่เกี่ยวข้องยังครอบคลุมถึงการประกวดราคาโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยเพิ่มความชัดเจนของขั้นตอนการดำเนินคดีฟ้องร้องและเพิ่มบทลงโทษให้มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการเลือกปฏิบัติในการใช้กลไกการต่อต้านคอรัปชั่น มีการดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการคอรัปชั่นน้อยมาก กระบวนการบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใสคือปัจจัยที่นำไปสู่การคอรัปชั่นอย่างแพร่หลายในประเทศไทย กฎระเบียบในการปฏิบัติที่ไม่มีความชัดเจนส่งผลต่อการตีความกฎหมายของบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

กลับสู่ด้านบน



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)