ที่มา : เรียบเรียงจากบทที่ 2 ของรายงานของ Select Committee เรื่อง Trade treaty-making: getting the process right: Senate’s Select Committee on the Free Trade Agreement between Australia and the United States of America.

แปลและเรียบเรียงโดย วรดุลย์ ตุลารักษ์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 01/06/49


1. สภาพปัญหา


 

คณะกรรมาธิการ ตรวจสอบของวุฒิสภา (Select Committee) ของออสเตรเลีย ได้ศึกษาเนื้อหาและกระบวนการในการทำความตกลงการค้าเสรีออสเตรเลีย-สหรัฐฯ (AUSFTA) และพบว่ากระบวนการที่ผ่านมาขาดการมีส่วนร่วมจากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของรัฐสภา ในฐานะตัวแทนประชาชน

รัฐสภาออสเตรเลียมีบทบาทในความตกลง AUSFTA หลังจากที่รัฐบาลได้ลงนามในความตกลงไปแล้ว รัฐสภาจึงทำหน้าที่เพียงให้ความเห็นชอบความตกลงและผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น การที่รัฐสภาไม่ได้เข้ามามีบทบาทก่อนที่รัฐบาลลงนามในความตกลง ทำให้รัฐสภาและประชาชนออสเตรเลียไม่สามารถศึกษาเพื่อทำความเข้าใจความตกลงดังกล่าวอย่างรอบด้านได้ เนื่องจากไม่ได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ

คณะกรรมาธิการด้านร่วมด้านสนธิสัญญาของรัฐสภา (Joint Standing Committee on Treaties หรือ JSCOT) ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้รับรายงานเรื่องความตกลง AUSFTA อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2004 JSCOT ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะจนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2004 ต่อมาในวันที่ 18 พฤษภาคม 2004 หรือ 4 วันหลังจากนั้น รัฐบาลออสเตรเลียได้ลงนาม AUSFTA กับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับฟังข้อเสนอแนะของ JSCOT แต่อย่างใด หลังจากนั้นในวันที่ 23 มิถุนายน 2004 JSCOT ได้นำเสนอรายงานต่อรัฐสภาออสเตรเลีย อีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น รัฐบาลได้นำเสนอกฎหมายต่อรัฐสภาเพื่อรับรองให้ AUSFTA มีผลบังคับใช้ ในวันถัดมาคือวันที่ 24 มิถุนายน 2004 สภาผู้แทนราษฎร (House of Representative) ได้ ให้ความเห็นชอบกฎหมายซึ่งต้องแก้ไขจากผลของความตกลงดังกล่าว


กล่าวโดยสรุป รัฐบาลออสเตรเลียได้ลงนามความตกลง AUSFTA อย่างเป็นทางการ ก่อนที่กระบวนการตรวจสอบโดยรัฐสภาจะเริ่มต้นขึ้น ทำให้ รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบต่อความตกลงและออกกฎหมายเพื่อให้ AUSFTA มีผลในทางปฏิบัติ โดยไม่มีโอกาสได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน

กลับสู่ด้านบน


2. ลักษณะพิเศษของความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ


 

Select Committee มีความเห็นว่า ความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศแตกต่างจากสนธิสัญญาระหว่างประเทศทั่วไปเช่น สนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ หรือสนธิสัญญาด้านแรงงาน หรือ ความตกลงระหว่างประเทศต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากความตกลงทางการค้าจะมีผลกระทบกว้างขวางต่อประเทศมากกว่า โดยเฉพาะความตกลงทางการค้าในปัจจุบัน ซึ่งครอบคลุมประเด็นต่างๆ ไม่เพียงแต่การลดภาษีนำเข้าสินค้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นที่มีผลกระทบต่อนโยบายทางสังคม นโยบายด้านบริการสุขภาพ นโยบายสิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา มาตรการสุขอนามัย การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ความตกลงการค้าจึงสร้างข้อจำกัดต่อรัฐบาลในการดำเนินนโยบายภายในประเทศในด้านต่างๆ เช่น นโยบายการเงิน การคลัง การค้า การลงทุน

นอกจากนี้ ความตกลงทางการค้ายังมีกระบวนการระงับข้อพิพาทและกลไกการบังคับให้เป็นไปตามความตกลงเช่น การชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่มีการละเมิดความตกลง ซึ่งทำให้ความตกลงทางการค้ามีผลผูกพันคล้ายกับกฎหมายเอกชนหรือกฎหมายสัญญา ในขณะที่ สนธิสัญญาอื่นๆ มักไม่มีมาตรการลงโทษในกรณีที่ฝ่าฝืน นอกจากการกดดันทางการทูต




กลับสู่ด้านบน


3. การทำสนธิสัญญาและกระบวนการทางรัฐสภา


 

ภายใต้ โครงสร้างระบบการเมืองของออสเตรเลีย ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศตามมาตรา 61 ของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่บทบาทของรัฐสภาถูกจำกัดเพียงการ ให้ความเห็นชอบความตกลง และอนุวัติความตกลงให้เป็นกฎหมายภายในประเทศตามมาตรา 51 (19) เท่านั้น โดยไม่มีอำนาจในการแก้ไขเนื้อหาของความตกลง

 

 

มาตรา 61 ของรัฐธรรมนูญระบุว่า อำนาจของฝ่ายบริหารเป็นของสมเด็จพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักร Governor-General ในฐานะผู้แทนพระองค์เป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร การปกครอง การกำกับดูแลตามรัฐธรรมนูญ และ กฎหมายอื่นๆ ของประเทศ

 

มาตรา 51 (19) ให้อำนาจแก่รัฐสภาในการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการระหว่างประเทศ ศาลสูง (High court) ได้ตีความในเรื่องนี้ไว้ว่า รัฐสภา อาจอนุวัติให้ความตกลงอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามมาตรา 61 ของฝ่ายบริหาร เป็นกฎหมายภายในประเทศภายใต้มาตรานี้

 

 

ในทางปฏิบัติฝ่ายบริหารเป็นองค์กรหลักที่รับผิดชอบการทำสนธิสัญญา นับตั้งแต่ การตัดสินใจ การเจรจา การกำหนดวัตถุประสงค์ การกำหนดเนื้อหา จุดยืนการเจรจา รวมถึง การลงนามและการให้สัตยาบัน ซึ่งเป็นการตัดสินใจระดับรัฐมนตรีหรือในหลายกรณีเป็นการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ JSCOT มีหน้าที่ทบทวน สนธิสัญญาเพื่อนำเสนอต่อ รัฐสภาอย่างน้อย 15 วันก่อนที่จะมีการดำเนินการให้สนธิสัญญามีผลผูกพันต่อออสเตรเลีย

การเจรจาการค้าแบบพหุภาคีโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาใน WTO เป็นกระบวนที่มีเวลามาก และข้อมูลในการเจรจาได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนค่อนข้างมาก รัฐสภาจึงมีโอกาสถกเถียงในประเด็นต่างๆ และสามารถพิจารณากฎหมายที่จะต้องผ่านความเห็นชอบได้ดีกว่าในกรณีของความตกลงแบบทวิภาคี โดยเฉพาะความตกลง AUSFTA ซึ่งมีเนื้อหาที่ครอบคลุมประเด็นต่างๆ มาก

Select Committee เห็นว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในการเข้าเป็นภาคีในสนธิสัญญาใดๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของการประเมินผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับออสเตรเลีย ในกระบวนการในการประเมินดังกล่าว ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและปรึกษาหารือกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ทั้งรัฐบาลของมลรัฐ (State) เขตปกครอง (Territory) และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) นอกจากนี้ หากเป็นไปได้ รัฐบาลควรหาฉันทามติก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพื่อให้ผลประโยชน์ที่ตกแก่กลุ่มต่างๆ มีความสมดุลกัน

กลับสู่ด้านบน


4. การปฏิรูปกระบวนการทำสนธิสัญญาปี 1996


 

ในปี 1996 ได้มีการปฏิรูปกระบวนการทำสนธิสัญญาของออสเตรเลียให้เปิดกว้างและโปร่งใสขึ้น การปฏิรูปดังกล่าวประกอบด้วย การจัดตั้งสภาสนธิสัญญา (Treaty Council) และการตั้งห้องสมุดสนธิสัญญาของออสเตรเลีย (Australian Treaties Library )


สภาสนธิสัญญาเป็นองค์กรที่สำคัญซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลกลาง รัฐบาลมลรัฐและเขตปกครอง สภาสนธิสัญญาทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้แก่มลรัฐ เขตปกครอง และรัฐบาลกลาง ในกระบวนการการปรึกษาหารือ โดยมลรัฐและเขตปกครองสามารถหยิบยกประเด็นผลกระทบต่อพื้นที่ของตนขึ้นมานำเสนอต่อรัฐบาลกลางได้


ในปี 1996 ยังมีการก่อตั้ง คณะกรรมาธิการด้านร่วมสนธิสัญญาของรัฐสภา (JSCOT) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและรายงานการดำเนินการของรัฐบาลในการทำสนธิสัญญา ก่อนที่สนธิสัญญานั้นจะมีผลผูกพัน JSCOT มีอำนาจในการรับฟังข้อมูลและรายงาน ประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับสนธิสัญญา รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและการค้า (DFAT) ได้เสนอมา

 

JSCOT ต้องนำเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest Analysis-NIA) เพื่อประกอบการพิจารณาสนธิสัญญาของรัฐสภา รายงานดังกล่าวจะต้องมีข้อมูลดังต่อไปนี้

  • ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของสนธิสัญญา
  • พันธกรณีต่างๆ อันสืบเนื่องมาจากการทำสนธิสัญญา
  • การออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อทำให้สนธิสัญญามีผลในทางปฏิบัติ
  • ค่าใช้จ่ายด้านการเงิน (financial cost) ที่จะเกิดขึ้นจากการทำให้สนธิสัญญามีผลในทางปฏิบัติ
  • ผลสรุปที่ได้จากการปรึกษาหารือกับมลรัฐ เขตปกครอง อุตสาหกรรม กลุ่มชุมชน และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ


การปฏิรูปในปี 1996 ทำให้ประชาชนออสเตรเลียตื่นตัวในการมีส่วนร่วมในกระบวนการทำสนธิสัญญา รวมทั้งมีการปรับปรุงการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนด้วยการพัฒนาห้องสมุดสนธิสัญญา อย่างไรก็ตาม Select Committee ยังกังวลว่า การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการการทำสนธิสัญญาในระดับที่เป็นอยู่ยังไม่เพียงพอ ที่สำคัญ รัฐสภายังมีบทบาทในการพิจารณาสนธิสัญญาน้อยมาก

กลับสู่ด้านบน


5. ข้อเสนอที่ผ่านมาของรัฐสภา


 

ที่ผ่านมารัฐสภาของออสเตรเลียเคยจัดทำรายงานเพื่อเสนอแนะในการทำความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศมาแล้ว 2 ฉบับ โดยคณะกรรมาธิการกฎหมายและรัฐธรรมนูญของวุฒิสภา (Senate Legal and Constitutional Committee) และ JSCOT

รายงานเรื่อง Trick or Treaty?: Commonwealth Power to Make and Implement Treaties ของ Legal and Constitutional Committee ของวุฒิสภาได้ย้ำถึงความสำคัญของรัฐสภาในกระบวนการทำสนธิสัญญา โดยเฉพาะในสัญญาที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง Legal and Constitutional Committee เห็นว่าการทำสนธิสัญญาของออสเตรเลีย เป็นการตัดสินใจโดยอิสระในฐานะรัฐอธิปัตย์ และเป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุผลดังกล่าว รัฐสภาจึงต้องให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาเหล่านั้นรวมถึงต้องออกกฎหมายอนุวัตให้สนธิสัญญาบังคับใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการปรับปรุงกลไกการปรึกษาหารือในกระบวนการทำสนธิสัญญาจากที่มีอยู่

ในประเด็นนี้ Select Committee มีความเห็นที่แตกต่างออกไปว่า การทำสนธิสัญญาในปัจจุบันสร้างภาระผูกพันต่อรัฐบาลและรัฐสภาในอนาคต เราจึงไม่สามารถกล่าวได้เต็มที่ว่า รัฐบาลได้รับมอบหมายมาจากประชาชนในการทำสนธิสัญญาทางการค้า โดยเฉพาะหากในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองไม่ได้แถลงนโยบายการทำความตกลงทางการค้าได้อย่างชัดเจน

ส่วนรายงาน Who’s Afraid of the WTO?: Australia and the World Trade Organization ของ JSCOT ให้ความเห็นว่า แม้ว่ารัฐบาลได้พยายามปรึกษาหารือกลุ่มต่างๆ เพื่อกำหนดจุดยืนการเจรจาของออสเตรเลียภายใต้กรอบความตกลง WTO แต่รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมน้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบัน บทบาทของรัฐสภาออสเตรเลียในการเจรจา WTO ถูกจำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบเฉพาะกิจ (ad hoc scrutiny) เท่านั้น

JSCOT เสนอให้จัดตั้ง Joint Standing Committee on Trade Liberalization เพื่อเปิดทางให้รัฐสภามีบทบาทในการทบทวนการเข้าร่วมความตกลงการค้าพหุภาคีมากขึ้น โดยให้คณะกรรมาธิการดังกล่าวทบทวนนโยบายที่เกี่ยวกับ WTO และจัดทำรายงานประจำปีที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ จุดยืนการเจรจา กรณีพิพาทที่เกิดขึ้น และนโยบายการปรับโครงสร้างของรัฐบาล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลออสเตรเลียให้ความเห็นว่า การตั้งกรรมาธิการเฉพาะเพื่อดูแลการเปิดเสรีทางการค้าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และย้ำว่า คณะกรรมาธิการที่มีอยู่แล้ว เช่น Joint Standing Committee on Foreign Affairs, Defense and Trade (JSCFADT ) และอนุกรรมาธิการการค้า (Trade sub-committee) ทำหน้าที่ได้อย่างเพียงพอในปัจจุบัน

กลับสู่ด้านบน


6. การปรึกษาหารือกับรัฐบาลท้องถิ่น


 

AUSFTA มีผลกระทบต่อเขตอำนาจของมลรัฐและเขตปกครองซึ่งเป็นรัฐบาลท้องถิ่นของออสเตรเลีย ดังนั้น มลรัฐและเขตปกครองจึงควรมีส่วนร่วมในกระบวนการทำ AUSFTA ด้วย สภาสนธิสัญญา (Treaties Council) เป็นกลไกหนึ่งในการปรึกษาหารือระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลมลรัฐและเขตปกครอง ภายใต้ Principles and Procedures for Commonwealth-State Consultation on Treaties 1996 กลไกการปรึกษาดังกล่าว มีภาระหน้าที่และองค์ประกอบดังนี้

  • สภาสนธิสัญญา (Treaties Council) ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีของสหพันธรัฐ Premiers ของมลรัฐ และ Chief Ministers ของเขตปกครอง สภาสนธิสัญญามีหน้าที่ให้คำแนะนำต่อรัฐบาลในการทำสนธิสัญญา
  • สภาสนธิสัญญาทำหน้าที่ตรวจสอบสนธิสัญญาที่มีผลกระทบต่อมลรัฐ และเขตปกครอง โดยให้มีความร่วมมือระหว่างสภารัฐมนตรี (Ministerial Council) สภารัฐบาล (Council of Australian Government - COAG) และ Commonwealth-State-Territory Standing Committee on Treaties (SCOT) ทั้งนี้ให้มีเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสเป็นผู้ประสานงาน และเตรียมรายงานข้อเสนอให้กับสภาสนธิสัญญา
  • สภาสนธิสัญญาจะประชุมอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม และรัฐมนตรีต่างประเทศเข้าร่วมในกรณีที่เห็นว่าสมควร

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สภาสนธิสัญญาได้ประชุมเพียง 1 ครั้งในปี 1997 และไม่ได้เป็นการประชุมเพื่อพิจารณา AUSFTA เลย ต่อประเด็นนี้ Select Committee เห็นว่า สภาสนธิสัญญาควรเปิดประชุมเพื่อตรวจสอบ AUSFTA เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อมลรัฐและเขตปกครอง

การให้ข้อมูลเกี่ยวกับ AUSFTA แก่มลรัฐและเขตปกครองเคยเกิดขึ้นในการประชุมระดับประเทศบางครั้งเช่น การประชุมของ National Trade Consultations และ Primary Industries Ministerial Council อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อกำหนดอย่างเป็นทางการที่ชัดเจนในเรื่องการมีส่วนร่วมของมลรัฐและเขตปกครองในกระบวนการทำความตกลงทางการค้า

การมีส่วนร่วมในกระบวนการทำ AUSFTA ของมลรัฐและเขตปกครองในปัจจุบันจึงยังไม่เพียงพอ การปรึกษาหารือระหว่างรัฐบาลกลาง มลรัฐและเขตปกครองยังอยู่ในลักษณะที่เป็นการปรึกษาหารือเฉพาะกรณี เช่น เมื่อรัฐบาลกลางต้องการข้อมูลจากมลรัฐและเขตปกครองในการเจรจาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

กลับสู่ด้านบน


7. การศึกษาโดยคณะวิจัยที่เป็นอิสระ


 


Select Committee เห็นว่า ยังมีงานวิจัยที่ไม่เพียงพอก่อนที่รัฐบาลออสเตรเลียจะตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำความตกลงทางการค้า นอกจากนี้ งานวิจัยที่มีอยู่มักมีข้อสรุปที่ขัดแย้งกันในประเด็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจาก AUSFTA เนื่องจากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ให้ผลที่แตกต่างกันมาก ผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้รับมอบหมายให้ศึกษาผลกระทบความตกลงการค้าจากรัฐบาลมักแสดงบทบาทในการปกป้องท่าทีของรัฐบาล และตอบโต้ทางการเมืองกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย มากกว่าทำหน้าที่วิเคราะห์ถึงผลดีและผลเสียของความตกลงอย่างเป็นอิสระ

ที่ผ่านมา JSCOT เคยเสนอให้มีการวิจัยแบบสหวิทยาการ (multidisciplinary research) เพื่อรองรับการทำความตกลงทางการค้า อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้รับการปฏิบัติ Select Committee เสนอให้รัฐบาลขอให้ Productivity Commission ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการอิสระที่ได้รับความเชื่อถือสูง ศึกษาและให้คำแนะนำต่อการทำความตกลงทางการค้าต่างๆ ทั้งนี้ การมีการศึกษาที่เป็นอิสระและปลอดจากอคติ จะช่วยให้รัฐบาลได้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน และลดความระแวงจากสาธารณะว่า รัฐบาลมีจุดยืนล่วงหน้าแล้วในการกำหนดท่าทีต่างๆ


กลับสู่ด้านบน


8. สรุปและข้อเสนอแนะ


 

โดยสรุป Select Committee มีความเห็นดังต่อไปนี้

  • การกำหนดนโยบายการค้าของออสเตรเลียโดยเฉพาะการทำความตกลง AUSFTA ที่ผ่านมาให้ความสำคัญต่อโอกาสของธุรกิจส่งออกมากกว่าผลกระทบต่อตลาดภายในประเทศ ผลกระทบด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม
  • การมีส่วนร่วมในกระบวนการทำ AUSFTA ของมลรัฐและเขตปกครองในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ มลรัฐและเขตปกครองไม่มีกลไกอย่างเป็นทางการในการเสนอผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ของตนต่อรัฐบาลและรัฐสภา นอกจากนี้ มลรัฐและเขตปกครองยังไม่มีส่วนร่วมการเจรจา AUSFTA โดยตรง
  • รัฐสภาจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการทำสนธิสัญญามากขึ้น โดยเฉพาะสนธิสัญญาทางการค้าที่มีความสำคัญมากเช่น AUSFTA
  • ในการเจรจาการค้าที่มีความสลับซับซ้อน การเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดอาจเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมทางยุทธศาสตร์ แต่รัฐบาลควรสร้างความโปร่งใสในกระบวนการต่างๆ เท่าที่จะเป็นไปได้
     

ในสหรัฐฯ ฝ่ายบริหารจะไม่สามารถจะให้สัตยาบันต่อความตกลงทางการค้าได้จนกว่ารัฐสภาจะให้ความเห็นชอบ ในขณะที่ออสเตรเลียไม่มีกระบวนการดังกล่าว Select Committee มีความเห็นว่า รัฐสภาออสเตรเลียควรมีบทบาทเช่นเดียวกับรัฐสภาสหรัฐฯ ในการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหารในการทำความตกลงทางการค้า โดยให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดลำดับความสำคัญของข้อเสนอในการเจรจา รวมทั้งติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะก่อนที่รัฐบาลจะลงนามในความตกลง การตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหารจะทำให้การทำสนธิสัญญาของออสเตรเลียมีความโปร่งใส และรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น


Select Committee เสนอให้รัฐสภามีกระบวนการในการพิจารณาและรับรองความตกลงการค้า ดังต่อไปนี้

1. รัฐบาลควรนำเสนอรายงานต่อรัฐสภา ก่อนตกลงเปิดเสรีภายใต้กรอบ WTO และก่อนเริ่มการเจรจาความตกลงทางการค้าแบบทวิภาคี รายงานดังกล่าวควรประกอบด้วยลำดับความสำคัญของหัวข้อในการเจรจา วัตถุประสงค์ของการทำความตกลง และข้อมูลอย่างครบถ้วนต่อผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม กฎหมายและสิ่งแวดล้อม

2. รายงานดังกล่าวควรส่งไปที่ JSCFADT เพื่อดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และรายงานไปยังรัฐสภาภายใน 90 วัน

3. เมื่อรัฐสภาพิจารณารายงานดังกล่าวของ JSCFADT แล้ว ควรมีการลงมติว่า รัฐสภารับรองการเจรจาของรัฐบาลหรือไม่ เมื่อรัฐสภารับรองแล้ว รัฐบาลจึงเริ่มต้นการเจรจาได้

4. เมื่อกระบวนการเจรจาเสร็จสมบูรณ์ รัฐบาลต้องนำร่างสนธิสัญญาพร้อมกับร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาให้รัฐสภาพิจารณาในคราวเดียวกัน เพื่อให้รัฐสภาสามารถลงมติต่อทั้ง 2 เรื่องในวาระเดียวกัน


ทั้งนี้ ขั้นตอนดังกล่าวพร้อมทั้งรูปแบบของรายงานที่รัฐบาลต้องนำเสนอ อาทิ วัตถุประสงค์ของการทำสนธิสัญญาที่ชัดเจน ขั้นตอนระยะเวลาการเจรจา (time line) ควรถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย

ประโยชน์ของแนวทางนี้ต่อรัฐบาลก็คือ เมื่อรัฐสภายอมรับการทำสนธิสัญญาในหลักการ แล้ว รัฐบาลจะมีความชอบธรรมในการเจรจามากขึ้น และทำให้ความตกลงที่เกิดขึ้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาง่ายขึ้นในที่สุด

กลับสู่ด้านบน



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)