ใคร...อยู่เบื้องหลังม็อบ ร.ฟ.ท.?

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ , 04/11/2007-07/11/2007






"สหภาพการรถไฟฯ มีหน้าที่ในการให้บริการประชาชน และยังมีบทบาทตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสหภาพแรงงาน ตาม พรบ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 40 (4) ที่ระบุว่า สหภาพแรงงานมีบทบาทที่จะต้องดำเนินการและให้ความร่วมมือ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และรักษาผลประโยชน์ ของรัฐวิสาหกิจ"

เป็นคำกล่าวยืนยันถึงบทบาท และหน้าที่จากปาก "เรียงศักดิ์ แขงขัน" ประธานสหภาพแรงงาน (สร.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ดูขัดกันอย่างสิ้นเชิงกับการประทำของ สร.รฟท. ที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางดึกคืนวันที่ 30 ตุลาคม จนถึงคืนวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ สร.รฟท. ร่วม 400 คน พร้อมใจกันยื่นหนังสือขอลาหยุดโดยอ้างว่าป่วย พร้อมทั้งยังระงับการเดินรถไฟ ทั้งสายอีสาน สายเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ เป็นเหตุให้การเดินทางด้วยรถไฟกลายเป็นอัมพาตไปทั่วประเทศ จนส่งผลให้ประชาชนกว่า 100,000 คน จากยอดผู้ใช้บริการปกติวันละประมาณ 200,000 คนได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของ สร.รฟท. ในครั้งนี้

สำหรับชนวนเหตุที่ทำให้พนักงานรถไฟทั่วประเทศพร้อมกันประท้วงนั้น ประธาน สร.รฟท. ระบุว่า เป็นเพราะคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) และผู้บริหารการรถไฟฯ ไม่ได้ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของการรถไฟฯ ทำให้เสียประโยชน์นับหมื่นล้าน สร.รฟท. อีกทั้งการกระทำของฝ่ายบริหารยังทำให้พนักงานเกิดความไม่มั่นใจ ในสถานะภาพของตนเอง สร. รฟท. จึงต้องออกหน้ามารักษาผลประโยชน์ ทั้งของตนเอง และขององค์กร

ร้อนถึง "สรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ต้องออกโรง มาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพราะทนดูความเดือดร้อนของประชาชนอยู่เฉยๆ ไม่ไหว จึงต้องออกมาเล่นบทบาทเป็นคนกลาง ตั้งโต๊ะเจรจาร่วมกัน ระหว่าง บอร์ดการรถไฟฯ ผู้บริหารหารรถไฟฯ และ สร.รฟท. เพื่อให้ได้ข้อสรุป และยุติการสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน

โดยในท้ายที่สุด การเจรจา 3 ฝ่าย ก็จบลงด้วยการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อที่จะนำกรอบข้อตกลงทั้ง 9 ข้อที่ตกลงกันไว้ นำไปเร่งรัดดำเนินการต่อไป ซึ่งประกอบด้วย

1.ขอให้ยกเลิกการต่อสัญญาเช่าที่ดินกับบริษัทเซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนาจำกัด บริเวณสามเหลี่ยมพหลโยธินเพราะไม่ชอบด้วยตามพรบ.ร่วมทุน 2535 ทำให้ร.ฟ.ท. เสียประโยชน์นั้น ผลเห็นตรงกันว่าจะต้องดำเนินการตามพรบ.ร่วมทุนและตามสัญญา โดยให้ยึดหลักผลประโยชน์สูงสุดของ ร.ฟ.ท.ซึ่งการดำเนินจะต้องภายหลังจากทราบผล การพิจารณาของอัยการสูงสุดซึ่งจะเร่งรัดให้มีความชัดเจนภายใน 1 เดือน

2.การเปลี่ยนผู้บริหารและคณะกรรมการร.ฟ.ท. ที่ไม่รักษาผลประโยชน์ในกรณีต่อสัญญาโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ซึ่งบอร์ดร.ฟ.ท. รับไปดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และกรณีนักการเมืองโกงที่ดินร.ฟ.ท.ที่เขากระโดงจ.บุรีรัมย์ ทางบอร์ด ร.ฟ.ท. จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้กระทำผิดทางวินัย ควบคู่ไปกับรอผลการสอบสวนจาก คตส.และกระทรวงคมนาคม

3.ยกเลิกการต่อสัญญาจ้างหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน(นายอารักษ์ ราษฏร์บริหาร) เพราะไม่ผ่านการประ เมินผลและขาดคุณสมบัติซึ่งทางร.ฟ.ท. จะไปตรวจสอบการว่าจ้างว่าถูกต้องตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังหรือไม่ หากไม่ถูกต้องให้ดำเนินการตามหน้าที่

4.ให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้ ร.ฟ.ท. เพราะรัฐบาลควบคุมไม่ให้มีการปรับค่าโดยสาร ต้องเก็บค่าบริการต่ำกว่าทุน ทำให้มีหนี้คงค้าง 23,000 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้รมช.คมนาคมรับจะหารือระทรวงการคลังและ ครม.ภายใน 2 เดือน

5.ขอยกเลิกมติ ครม. 28 ก.ค.2541 ที่ควบคุมอัตรากำลังของพนักงานด้านการเดินรถทำให้ขาดแคลนพนักงาน และพนักงานที่มีอยู่ต้องทำงานหนักมาก 7 วันไม่มีวันพักผ่อน เรื่องนี้รมช.คมนาคมจะนำเสนอกระทรวงคมนาคมเพื่อเสนอ ครม.ภายใน 2 เดือน เพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญ และเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย จะต้องมีการเสนอขอยกเว้นมติครม. ดังกล่าวเพื่อเปิดให้สามารถรับพนักงานขับรถ ให้ได้เพียงพอเหมาะสมกับเส้นทางเดินรถที่มีอยู่ เพราะการจำกัดกำลังพลที่จะรับเพิ่มได้ไม่เกิน 5 % นั้นงานทีเกี่ยวข้องกับการเดินรถ มีพนักงานออกจำนวนมากแต่ไม่สามารถรับเพิ่มเพื่อทดแทนทำให้เกิดปัญหาขึ้น

6.ขอยกเลิกมติ ครม.ร่างพรบ.บริหารการขนส่ง พ.ศ..... และแก้ไข พรบ.จัดวางทางรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 และพรบ.รถไฟ 2494 และการปรับโครงสร้างการรถไฟฯ ซึ่งไม่ผ่านการมีส่วนร่วมของพนักงานนั้น ในส่วนของร่างพรบ.อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอให้มีการชะลอไว้ก่อนเพื่อให้มีการหารือกับทางสหภาพแรงงานรัฐวิสากิจร.ฟ.ท. ให้ได้ข้อยุติก่อนส่วนแผนการปรับโครงสร้างการกรถไฟฯ ให้ดำเนินการตามข้อตกลงการจ้างเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2550 ก่อนเสนอบอร์ด

7.เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและส่งเสริมระบบราง ขอให้รัฐบาลจัดหารถจักรล้อเลื่อน และสร้างทางคู่แบบรางมาตรฐานทั่วประเทศโดยเร็ว ซึ่งเห็นตรงกันว่าจะต้องดำเนินการตามขั้นตอน และคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ จะมีการจ้างที่ปรึกษาศึกษาภายใน 4 เดือน

8.ขอยกเลิกมติบอร์ด เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2550 และคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และขั้นตอนการเพิกถอนสภาพการจ้าง จะมีการเสนอบอร์ดเพื่อขอยกเลิกคำสั่งดังกล่าว

9.ขอยกเลิกมติบอร์ด เมื่อวันที่ 27 ก.ย.2550 ที่เปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ซึ่งจะมีการเสนอบอร์ดให้มีการทบทวนเรื่องนี้ จนกว่าจะมีการทำความตกลงกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจร.ฟ.ท. ว่าการเดินรถเอกชนจะต้องให้พนักงานรถจักร และพนักงานขบวนรถเป็นพนักงานของร.ฟ.ท.

หากไล่เรียงดูข้อเรียกร้องทั้งหมดของ สร.รฟท. ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเดิมๆ ที่ฝ่ายบริหารก็ได้พยายามชี้แจง และทำความเข้าใจมาโดยตลอดอยู่แล้ว และยิ่งเป็นที่น่าเคลือบแคลงหนักขึ้นไปอีก เมื่อนำข้อเรียกร้องทั้งหมดของ สร.รฟท. มากางเทียบเคียงกับสิ่งที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หยิบมาเป็นเป้าโจมตี พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าเพิกเฉย และไม่จริงใจต่อการแก้ไขปัญหา ช่างสอดรับกันอย่างประจวบเหมาะ

เมื่อผนวกกับการเดินเกมส์ ที่มีการโยงความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหาร และ สร.รฟท. ที่ถือได้ว่าเป็นความขัดแย้งภายในองค์กร เข้าไปเกี่ยวโยงถึงนโยบายระดับประเทศ คือกรอบการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุน (JTEPA) ก็ดูจะผิดวิสัยจากที่ผ่านมา ที่สำคัญการดึงเอาประชาชนที่ไม่ได้รู้เรื่องด้วย เข้ามาเป็นตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้ได้ในสิ่งที่ปรารถนา ก็ดูจะผิดจากขนบของ สร.รฟท. เมื่อครั้งที่มี "สมศักดิ์ โกศัยสุข" เป็นประธาน สร.รฟท. อยู่มาก

การพร้อมใจกันหยุดงานเดินรถไฟ ของพนักงานขับรถและช่างเครื่องในครั้งนี้ จึงกลายเป็นข้อสังสัยในวงกว้าง ว่าเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของใครกันแน่ ระหว่างประชาชน หรือ สร.รฟท. เอง หรือเป็นเพียงแค่การเปิดทางให้ใครบางคน ได้มีโอกาสก้าวเดินเข้าสู่สนามเวทีการเมืองได้ดั่งที่ตั้งใจไว้ หลังจากที่ถูกสยบไปก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ดี นับได้ว่าการปฏิบัติการในครั้งนี้ ของ สร.รฟท. เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ที่ได้ผลเป็นเลิศ ซึ่งหาก สร.รฟท. นำความตั้งใจในการรวมตัวกันประท้วงยื่นเงื่อนไขต่อฝ่ายบริหารนี้ ไปใช้กับการทำงานตามหน้าที่ที่ควรกระทำ ความเดือดร้อนของประชาชนที่มาใช้บริการรถไฟ ในทุกสถานีทั่วประเทศ และความเสียหายของการรถไฟฯ ที่คิดเป็นมูลค่ารวม 10,454,862 บาท ซึ่งแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการคืนเงินค่าตั๋วโดยสาร รวม 5,296,543 บาท ค่าใช้จ่ายในการจัดหารถขนถ่ายผู้โดยสาร รวม 571,100 บาท และการเสียรายได้จากค่าระวางขนส่งสินค้าจำนวน 25 ขบวนอีก 4,587,219 บาท คงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ...และ สร.รฟท. ก็คงไม่ต้องลำบากใจที่จะตอบคำถามว่าการกระทำในครั้งนี้ เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและองค์กรอย่างแท้จริง และไร้คนบงการจริงหรือไม่...?


 



สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)