สรนา บุญบรรลุ
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 09/02/49


วิจารณ์หนังสือ Fences and Windows

บทความนี้แปลจากข้อเขียนเรื่อง Why Naomi Klein needs to grow up ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร The Economist ซึ่งเป็นนิตยสารที่สนับสนุนการค้าเสรีและโลกาภิวัตน์ ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน 2002


 

 

หนทางการต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาโลกนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากและความขัดแย้ง ในปัจจุบันมีนักคิดและนักเคลื่อนไหวเกิดขึ้นมากมายทั่วโลกแต่คนที่มีความโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือหญิงสาวชาวแคนาดาวัย 36 ปีที่ชื่อ นาโอมี ไคลน์ เธอประท้วงและต่อต้านบรรษัทขนาดใหญ่ การค้าเสรี และระบบทุนนิยม มาเป็นเวลาหลายปี

จากเหตุการณ์การประท้วงต่อต้านการประชุมองค์การการค้าโลกที่ซีแอตเติลในเดือนธันวาคม 1999 ภายหลังจากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ “No Logo” หนังสือเล่มแรกของ นาโอมี ไคลน์ ก็ถูกตีพิมพ์และวางจำหน่าย หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จทางการตลาดอย่างมากและถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ อีก 15 ภาษาเพื่อวางขายทั่วโลก No Logo กลายเป็นเสมือนคำแถลงการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดเครือข่ายต่อต้านระบบทุนนิยมกระจายไปทั่วโลก และต่อมาเธอได้ออกหนังสือเล่มที่สองชื่อ “Fences and Windows” ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นและการอภิปรายประเด็นโลกาภิวัตน์จากตัวเธอเองผู้ซึ่งมีประสบการณ์ตรงจากสถานการณ์ในแนวหน้า

ในเวทีการอภิปรายร่วมกับ The Economist ที่ New York ในปี 2002 ความโด่งดังของเธอทำให้ตั๋วการอภิปราย 1000 ใบขายหมดอย่างรวดเร็วและมีผู้สนใจอีกหลายร้อยคนที่ต้องเดินทางกลับบ้านมือเปล่า กระแสนิยมในตัวเธอทำให้เกิดกระแสต่อต้าน นาโอมี ไคลน์ ขึ้นในหลายรูปแบบบางคนวิจารณ์หนังสือของเธอในทางลบ บางคนกล่าวว่าเธอจริงๆ แล้วเป็นพวกมีแต่เปลือกนอกแต่ไม่มีสาระ แต่กระแสต่อต้านก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนักต่อกระแสความนิยมในตัวเธอ

นาโอมี ไคลน์ เติบโตขึ้นในครอบครัวของนักรณรงค์และนักเคลื่อนไหว ในวัยเด็กเธอก็เหมือนเด็กและวัยรุ่นจำนวนมากที่บ้าทุกอย่างที่มียี่ห้อ แต่พออายุ 30 เธอกลับเป็นคนเขียนหนังสือที่ต่อต้านยี่ห้อ “No Logo” อันโด่งดัง ในมุมมองของเธอระบบการทำงานของบรรษัทคือการกดขี่ข่มเหงและการแสดงหากำไรจากประชาชนที่ไม่มีทางต่อสู้ ประชาธิปไตยคือความหลอกลวง ระบบทุนนิยมไม่ใช่หนทางที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความยากจนและปัญหาต่างๆในประเทศด้อยพัฒนา เมื่อวิถีโลกเปลี่ยนจากการทำงานในไร่นามาสู่โรงงานและกลายเป็นการทำงานในออฟฟิศ ปัญหาการตกงานและความยากลำบากของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งประเทศที่ยากจนและประสบปัญหาความขาดแคลนในด้านต่างๆมากที่สุดก็คือประเทศที่ต้องเสียเปรียบเสมอ

ถ้าเช่นนั้นแล้วอะไรคือทางเลือกที่ดีกว่าแนวการพัฒนาตามระบบทุนนิยม นาโอมี ไคลน์ ตอบว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ของเธอที่จะต้องตอบ สิ่งที่ดีที่สุดที่เธอสามารถทำได้คือ การตรวจสอบและแสดงให้คนส่วนใหญ่ได้เห็นถึงข้อเท็จจริงเท่านั้น ประชาชนคือคนที่มีอำนาจและต้องเป็นผู้ลงมือกระทำการเปลี่ยนแปลง

เธอรณรงค์เพื่อความยุติธรรม ประชาธิปไตยที่กระจายอำนาจการบริหารให้แก่ประชาชน (decentralized democracy) พื้นที่อิสระ (autonomous spaces) การยอมรับในความแตกต่างหลากหลายในทุกรูปแบบ การเพิ่มงบประมาณเพื่อสวัสดิการ นโยบายปกป้องสิ่งแวดล้อม และการกระจายรายได้ ปัญหาก็คือเป้าหมายของเธอทั้งหมดจะไม่สามารถสำเร็จลงได้ถ้าปราศจากการรวมอำนาจการปกครองมาไว้ที่ส่วนกลาง (centralization) เพื่อให้รัฐมีอำนาจสั่งการที่เด็ดขาด ซึ่งจะมีผลในการลดพื้นที่อิสระของประชาชนลง แต่ทางแก้ไขความขัดแย้งของอุดมการณ์และแนวทางปฏิบัติข้างต้นทั้งสองเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยกล่าวถึงเลย

คำกล่าวอ้างที่แปลกที่สุดของนาโอมี ไคลน์ คือการที่เธอกล่าวว่า บรรษัทข้ามชาติมีอำนาจมากเสียยิ่งกว่ารัฐบาลหรือผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เนื่องจากรัฐบาลคือผู้ควบคุมการดำเนินธุรกิจของบรรษัทและมีอำนาจปกครองเหนือพลเมืองทุกคนในประเทศ นอกจากนั้น เธอยังกล่าวหาว่า ” การค้า ” คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในระบบเสรีนิยมใหม่ อย่างไรก็ตามในหนังสือ Fences and Windows เธอมีความพยายามที่จะลดรั้วแห่งการกักกันและเปิดหน้าต่างแห่งโอกาส ซึ่งแน่ที่สุดว่า การกีดกันทางการค้า (trade barrier) คือรั้วและการเปิดเศรษฐกิจ (economic openness) คือหน้าต่าง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วอะไรคือข้อยกเว้นให้กับแนวคิดของเธอเองที่ว่ารั้วคือสิ่งที่เลวร้ายและหน้าต่างคือสิ่งที่ดี ในเมื่อทั้งรั้วและหน้าต่างก็ต่างเกี่ยวข้องกับการค้าทั้งสิ้น

ในการต่อต้านการค้าเสรีและบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ นาโอมิ ไคลน์ได้โจมตีแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขความยากจน การสร้างความยุติธรรมและการให้โอกาสทางการเมืองแก่ประชาชนที่ยากจนที่สุดในโลก เธอยังปฏิเสธความจริงที่ว่า เมื่อการแสวงหากำไรของบริษัทถูกควบคุมอย่างเหมาะสมและการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมาย ความมั่งคั่งที่บริษัทได้รับย่อมสร้างผลกระทบที่ดีต่อสังคมในทางอ้อม ข้อเท็จจริงนี้ไม่ใช่คำอ้างจากทฤษฎีใดๆแต่เป็นความจริงที่เห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในตัว นาโอมี ไคลน์ คือความสามารถทางด้านการเขียนของเธอ เนื่องการเขียนพร่ำพรรณนาถึงสิ่งที่ไม่มีแก่นสาระเลยแม้แต่น้อยได้ยาวเป็นร้อยหน้านั้นจะต้องใช้ทักษะเฉพาะตัวมากอยู่ไม่น้อย และที่น่าเสียดายเหลือที่สุดคือ พรสวรรค์ในฐานะนักเขียนของเธอสุดท้ายไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นนอกเสียจากยิ่งเป็นการทำร้ายคนจนที่เธออ้างว่าเป็นห่วงเป็นใยมากที่สุด




สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)