ปานปรีย์ พหิทธานุกร
1 ใน 3 "ผู้แทนการค้าไทย" หรือ"ทีทีอาร์" ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญเทียบเท่า "รัฐมนตรี"

ที่มา: สัมภาษณ์พิเศษ: ปานปรีย์ พหิทธานุกร บนเก้าอี้ "ผู้แทนการค้าไทย", กรุงเทพธุรกิจ, 22/08/2005

ก่อนหน้านี้ "ปานปรีย์" อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับความไว้วางใจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่หัวหน้าทีมเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหรือเอฟทีเอไทย-อินเดีย หนึ่งในงานที่"หิน"ที่สุด สามารถสำเร็จได้

ปานปรีย์ กล่าวถึงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ว่า เขาเคยอยู่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเน้นด้านเศรษฐกิจ การมารับตำแหน่งใหม่ ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคใดๆ เพราะรู้สภาพการณ์และปัญหาเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ตอนอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ก็ดูแลการเจรจาทั้งเอฟทีเอ และดับบลิวทีโอ

"คนที่จะมาเป็นทีทีอาร์ไม่ใช่มาพูดเรื่องการค้า ถ้าสมมติว่าบันไดการค้าระหว่างประเทศมี 5 ขั้น ทีทีอาร์อยู่ขั้นที่ 4 แล้ว ตรงนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะมองเห็นหมดว่าทั้งแอฟริกาเป็นอย่างไร ยุโรปเป็นอย่างไร อเมริกาเป็นอย่างไร เอเชีย-แปซิฟิก เป็นอย่างไร ที่สำคัญคือการทำยุทธศาสตร์ไม่ใช่ทำงานแบบงานประจำ ที่รอให้ปัญหาเกิดก่อนแล้วจึงไปแก้ไข" ปานปรีย์ กล่าว

เป้าหมายคือ การนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ทำให้สินค้าของไทยขายดีกว่าสินค้าประเทศอื่น ส่วนการทำหน้าที่ตำแหน่งใหม่ ขณะนี้ยังไม่ได้หารือกับผู้แทนการค้าไทยอีก 2 ท่าน แต่ก็รู้ว่างานผู้แทนการค้าไทยเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการค้า การลงทุน การเปิดตลาด และทำงานเป็นผู้แทนพิเศษการเจรจาการค้า แต่สำหรับเขาแล้วอาจไม่เหมือนกับที่แล้วมา โดยจะเข้าไปดูเรื่องยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศมากกว่า

"ผมจะเน้นงานยุทธศาตร์มากกว่างานส่งเสริมการค้า เช่น ส่งเสริมการส่งออก หรือการไปเปิดตลาดโดยตรง แต่จะมีการเสนอแนะ และทำการบ้านเพิ่มเติมว่าตลาดไหนน่าสนใจ แต่คงไม่ไปทำเอง แต่จะเสนอแนะผ่านท่านนายกฯ ให้พิจารณาสั่งการลงไปยังกระทรวง ทีทีอาร์จะไม่เข้าไปทำงานประจำ เพราะกลไกภาครัฐมีอยู่แล้ว" ปานปรีย์ ระบุ

ปานปรีย์ ขยายความว่ายุทธศาสตร์จะให้ความสำคัญ 2 ด้านคือ 1.โลกาภิวัตน์ ทำให้กระบวนการทางการค้าที่เคยคาดการณ์ได้ในอดีต มีการเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหวข้อมูลการลงทุน และการค้าขายเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไทยจะวางตัวในจุดที่ถูกต้องได้ จะได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ ตรงนี้จะเป็นโจทย์อันดับแรกในการวางยุทธศาสตร์ของทีทีอาร์

2.การพัฒนาองค์ความรู้ โดยขอความร่วมมือจากต่างประเทศ ทั้งในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัยและการพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาต่อเติมให้ไทยมีศักยภาพในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระหว่างประเทศให้มากขึ้น เช่น ต้องดูว่าทำอย่างไรที่จะมีส่วนช่วยลดการขาดดุลการค้า การจัดหาพลังงานทดแทน บางครั้งต้องใช้เทคโนโลยีจากประเทศที่มีศักยภาพ การใช้ความสัมพันธ์ทางการค้าเกื้อหนุน

นอกจากงานยุทธศาสตร์ที่วางแนวทางไว้ ปานปรีย์ บอกว่าพร้อมที่จะเข้าไปช่วยงานเร่งด่วน อาทิ กรณีเกิดอุปสรรคการค้าในประเทศต่างๆ อย่างการส่งออกสินค้าเกษตรไปญี่ปุ่นที่มีปัญหา เพราะญี่ปุ่นไม่ยอมให้เข้าไป เขาก็มีหน้าที่เจรจากับญี่ปุ่นว่าทำไมถึงไม่ให้สินค้าเข้าไป

"ทีทีอาร์ไม่ใช่นักล็อบบี้ยีสต์ แต่เป็นนักเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่จะอำนวยความสะดวกให้เกิดกับการค้าการขาย หาช่องทางสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น ขจัดอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับเอกชน เข้าไปช่วยเสริม จะทำให้การค้ามีความเป็นไปได้สูงขึ้น หรือเลือกดูว่าสิ่งไหนที่น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศก็เน้นไปสู่ประเด็นนั้น นี่คือความคล่องตัว" ปานปรีย์ ย้ำ

ปานปรีย์ กล่าวว่าการทำงานของเขาอาจจะมีข้อแตกต่างจากเดิมบ้าง โดยจะให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายเตือนภัย ปัญหาการค้า ในระยะเร่งด่วนมากขึ้น เช่น กรณีที่ประเทศสหรัฐจะประกาศ เอดี กับสินค้าไทย ข้อมูลก่อนการประกาศ เอดี เป็นเรื่องสำคัญมาก หากมีการวางเครือข่ายไว้ดี ทำให้เราเตรียมตัวและปรับตัวได้ทันก่อนเจอเหตุการณ์นั้น

ปานปรีย์ มองว่าการแบ่งงานทีทีอาร์ตามกลุ่มประเทศอาจไม่เหมาะสมแล้ว เพราะโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ใช่ประเทศใครประเทศมัน ดังนั้นต้องนำเครือข่ายที่ "Missing Link" มาเชื่อมต่อกันให้ เร็วๆ นี้ จะเข้าพบนายกฯ พร้อมกับทีทีอาร์อีก 2 ท่าน เพื่อรับนโยบายว่าจุดยืนของสำนักงานผู้แทนการค้าไทยจะเป็นแบบไหนที่จะช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทย

"ผมทำหน้าที่ของผม ทีทีอาร์บางคนได้เป็นรัฐมนตรี บางคนไม่ได้เป็น แต่ตำแหน่งทีทีอาร์เป็นตำแหน่งสำคัญ เทียบเท่าตำแหน่งรัฐมนตรี ผมไม่เคยคิดว่าจะเป็นตำแหน่งที่เตรียมไว้เพื่อเป็นรัฐมนตรีในวันข้างหน้า แต่นายกฯ คงมองเห็นความถนัดของผม ที่ถนัดการค้าและเจรจาการค้าระหว่างประเทศ" ปานปรีย์ ให้มุมมองกับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย



สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)