สรนา บุญบรรลุ
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 02/02/49


ครงการ FTAdigest ขอนำเสนอบทความของ Jeffrey J. Schott นักวิชาการจาก Institute for International Economics ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่สนับสนุนการค้าเสรีของสหรัฐในกรุงวอชิงตัน บทความนี้เขียนขึ้นก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2004 โดยมุ่งที่จะเสนอแนะแนวทางที่รัฐบาลสหรัฐควรดำเนินการเพื่อส่งเสริมการค้าเสรี เช่น การขยายระยะเวลา TPA เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐยังคงมีอำนาจต่อรองทางการค้ากับต่างประเทศต่อไป หรือเร่งดำเนินการให้ FTAA ประสบความสำเร็จ เป็นต้น

แม้ว่า เนื้อหาบางส่วนอาจล้าสมัยไปบ้าง บทความนี้ก็ยังน่าสนใจในแง่ที่แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ในการส่งเสริมการค้าเสรีของสหรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรศึกษาและให้ความสนใจในฐานะที่เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญและกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐ


ระเบียบวาระการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative Agenda)

 

ประเด็นการค้าระหว่างประเทศกลายเป็นประเด็นสำคัญในวาระการประชุมของรัฐสภาในปี 2005-2006 โดยในเดือนมิถุนายน 2005 รัฐสภาได้ลงมติอนุมัติร่างกฎหมายเกี่ยวกับการค้า 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับ การขยายอายุ TPA (Trade Promotion Authority คือ กฎหมายที่ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการทำความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น โดยรัฐสภาจะมีอำนาจแค่ในการพิจารณาลงมติรับรองหรือไม่รับรองแต่ไม่มีอำนาจแก้ไขความตกลง) และอีกฉบับหนึ่งเป็น การคงสภาพการเป็นสมาชิกในองค์การการค้าโลก (WTO) การขยายอายุ TPA เป็นประเด็นที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากถ้าประธานาธิบดีเสนอการขยายอายุ TPA ภายวันที่ 1 เมษายน 2005 และรัฐสภาลงมติสนับสนุนก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2005 มติดังกล่าวจะมีผลขยายระยะเวลาในการใช้อำนาจทางการค้าของฝ่ายบริหารตามกฎหมายการค้าของสหรัฐปี 2002 (Trade Act of 2002) ออกไปอีก 2 ปี นับจากวันหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2005

ในปี 1990 รัฐสภาก็เคยต้องลงมติขยายอายุการใช้อำนาจทางการค้าของฝ่ายบริหาร (Fast-track authority) เช่นกัน การอภิปรายในครั้งนั้นมุ่งที่ประเด็นการใช้ Fast-track authority เพื่อการเจรจา NAFTA ก่อนการลงมติประธานรัฐสภาเรียกร้องและได้รับการรับรองจากฝ่ายบริหารว่าผลประโยชน์ด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมของสหรัฐจะต้องได้รับการปกป้องในการเจรจา NAFTA แต่อย่างไรก็ตามรัฐสภาลงมติไม่สนับสนุนที่คะแนนเสียง 231 ต่อ 192 ในสภาผู้แทนราษฎร และ 59 ต่อ 36 ในวุฒิสภา

ถึงแม้ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากสำหรับรัฐสภาที่จะเพิกถอนอำนาจเด็ดขาดในการเจรจาการค้าของฝ่ายบริหารในระหว่างที่การเจรจายังคงดำเนินอยู่ แต่รัฐสภายังอาจสามารถเพิ่มเงื่อนไขใหม่ในขั้นตอนการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร เช่น รัฐสภาสามารถเรียกร้องให้มีการกำหนดสินค้าที่ได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ (product-specific exceptions) และเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการค้า

โดยปกติแล้วถ้าไม่มี TPA การริเริ่มการเจรจาการค้าจะต้องผ่านรัฐสภา ที่ผ่านมาความตกลงทางการค้าของสหรัฐกับประเทศต่างๆ มักไม่มีผลทำให้สหรัฐต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมาย มาตรการ หรือระดับการป้องกันทางการค้ามากนัก แต่มักจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประเทศคู่ค้าค่อนข้างมาก หากปราศจาก TPA แล้วน่าจะเป็นการยากที่ประเทศคู่ค้าของสหรัฐจะยินยอมแก้ไขมาตรการทางการค้าที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองของตน เพราะมีความเสี่ยงต่อการที่รัฐสภาของสหรัฐอาจไม่เห็นด้วยกับการเปิดเสรีทางการค้าของสหรัฐ หรือเรียกร้องให้มีการเปิดการเจรจาใหม่ โดยถ้ารัฐสภาลงมติไม่รับรอง ก็หมายความว่า การเจรจาการค้าครั้งนั้นต้องถูกยกเลิกไป ซึ่งทำให้การปฏิรูปของประเทศคู่ค้าต้องสูญเปล่า

กลับสู่ด้านบน


การสร้างความร่วมมือทางการค้า (Rebuilding the Trade Coalition)

 

การเจรจาการค้าแบบทวิภาคีเป็นเป้าหมายสำคัญเพื่อการส่งเสริมนโยบายการค้าของสหรัฐ แต่ในทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายการค้ากลายเป็นนโยบายที่มีการโต้เถียงกันอย่างมาก รัฐสภาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาผู้แทนราษฎรมักมีความเห็นไม่ตรงกันในการลงมติสนับสนุนความตกลงการค้าเสรี ร่างกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการค้ามักกลายเป็นประเด็นโต้แย้งในสภาผู้แทนราษฎรและทำให้ผลการลงมติมีคะแนนที่ใกล้เคียงกันมาก ยกตัวอย่างเช่น การลงมติสนับสนุนความตกลง NAFTA ในปี 1993 ผลการลงมติมีเสียงสนับสนุน 234 ต่อเสียงคัดค้าน 200 เสียง ร่างกฎหมาย Fast-track ในปี 1997 ถูกฝ่ายบริหารถอนเรื่องกลับก่อนที่จะมีการลงมติโดยรัฐสภา และถูกปฏิเสธโดยรัฐสภาในปี 1998 นอกจากนั้น กฎหมายการค้าปี 2002 (Trade Act of 2002) ซึ่งมีบทบัญญัติรวมถึง TPA และ การช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวจากการเปิดเสรีทางการค้า (trade adjustment assistance, TAA) เองก็ผ่านรัฐสภาโดยมีผลการลงมติสนับสนุนอยู่ที่ 215 ต่อ 212 เสียง มีเพียงความตกลงการค้ารอบอุรุกวัยในปี 1994 เท่านั้นที่ผลการลงมติรับรองอย่างท่วมท้นด้วยคะแนนเสียง 288 ต่อ 146 เสียง

ในอดีต ความเห็นที่ขัดแย้งในรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายการค้าสะท้อนการแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายระหว่างสมาชิกพรรคเดโมแครต (Democrat) และ สมาชิกพรรครีพับลิกัน (Republican) แต่ความสำเร็จในการเจรจาที่ผ่านมาทำให้นโยบายการค้ากลายเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนทางการเมืองมากขึ้น เพราะการเจรจาการค้าหลังจากนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องภาษีศุลกากรและโควตาสินค้าอีกต่อไป โดยสหรัฐหันมาเน้นที่มาตรการอุดหนุนสินค้าเกษตร มาตรการควบคุมความปลอดภัยของอาหาร การบริการด้านการสื่อสารและการเงิน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และมาตรการกีดกันด้านพรมแดน (border barriers to trade)

ประเด็นทางการค้าที่กว้างขึ้นทำให้มีสมาชิกในรัฐสภาต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายมากขึ้น อำนาจการตัดสินในประเด็นการค้าจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะคณะกรรมาธิการการคลังของวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการภาษีอากรของสภาผู้แทนราษฎร (The Senate Finance and House Ways and Means Committees) อีกต่อไป เช่นคณะกรรมาธิการการเกษตร การคลังและกิจการยุติธรรม (Agriculture, Banking, and Judiciary Committees) ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบด้วย

การจะทำให้สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่สนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้านั้น รัฐบาลสหรัฐจำเป็นที่จะต้องผสมผสานระหว่างการปฏิรูปนโยบายภายในประเทศและจัดสรรผลประโยชน์ที่ได้รับจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกร คนงานและธุรกิจ นอกจากนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือคนงานที่ได้รับผลกระทบในทางลบจากการเปิดเสรีทางการค้าก็เป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ

กลับสู่ด้านบน


ฟื้นฟูเขตการค้าเสรีในทวีปอเมริกา (Revive the Free Trade Area of the Americas)

 

ในการประชุมสุดยอดแห่งทวีปอเมริกาในปี 2003 ณ เมือง Miami ประเทศสหรัฐอเมริกา 34 ผู้นำประเทศประชาธิปไตยในซีกโลกตะวันตกได้ตกลงร่วมกันที่จะเจรจาเขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกา (Free Trade Area of the Americas, FTAA) ในเดือนมกราคม 2005 อย่างไรก็ตาม เกิดความล่าช้าในการเจรจา FTAA เนื่องจากความไม่เห็นพ้องต้องกันในประเด็นสินค้าเกษตร การลงทุนและทรัพย์สินทางปัญญา เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในการเจรจารอบโดฮา ส่งผลให้การเจรจาไม่เป็นไปตามแผนการเดิมและอาจจะต้องเริ่มดำเนินการไปพร้อมๆ กับการเจรจารอบโดฮาในอีกสองปีข้างหน้าซึ่งเป็นเวลาที่พอดีกับอายุของ TPA ที่ขยายออกไป

ความก้าวหน้าในการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 5 ณ เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก เมื่อเดือนกันยายน 2003 แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการฟื้นฟูการเจรจา FTAA ที่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ นับตั้งแต่การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งล่าสุดที่เมือง Miami ในการประชุมครั้งนั้นผู้นำประเทศที่เข้าร่วมต่างประกาศยืนยันยอมรับข้อผูกพันตามกรอบ FTAA อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศยังคงสามารถระบุประเด็นหรือสินค้าพิเศษที่จะไม่รวมอยู่ในการเจรจาและบางประเทศยังอาจได้รับข้อยกเว้นพิเศษที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าประเทศใดมีความต้องการที่จะเจรจาเพิ่มเติมในประเด็นการลงทุนก็สามารถทำได้ผ่านความตกลงแบบหลายฝ่าย (plurilateral agreement) เฉพาะประเทศที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

การประชุมที่เมือง Miami จึงกลายเป็นความตกลงที่กลวงและไม่มีแก่นสารที่สำคัญ เนื่องจากแต่ละประเทศสามารถหลีกเลี่ยงข้อผูกพันที่มีความอ่อนไหวได้ หากเป็นเช่นนี้ การเจรจา FTAA คงจะไม่มีคุณค่าอะไรต่อสหรัฐ เพราะประเทศที่จะเข้าร่วมการเจรจาก็คือประเทศเดิมที่มีความตกลงเสรีทางการค้าแบบทวิภาคีกับสหรัฐอยู่แล้ว อย่างดีที่สุด FTAA จะทำให้ความตกลงการค้าเสรีที่ได้ทำไปแล้วของสหรัฐดีขึ้น โดยเพิ่มพันธะกรณีของแคนาดาในความตกลง NAFTA และอาจลดปัญหาเกี่ยวกับกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าในสินค้าที่มีความอ่อนไหวเช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป สิ่งทอ และสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตาม ผลดีข้างต้นอาจเกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากรัฐบาลจะต้องนำความตกลงต่างๆ เหล่านั้นกลับเข้าสู่รัฐสภาให้มีการลงมติสนับสนุนอีกครั้ง ซึ่งมีความเสี่ยงทางการเมืองสูง

ถึงแม้ว่า การบรรลุความตกลง FTAA อาจเป็นไปได้ยากเนื่องมีประเทศที่เข้าร่วมมากถึง 34 ประเทศ แต่ความสำเร็จของ FTAA จะผลักดันให้นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นต่อภูมิภาคนี้ FTAA จะผลักดันให้ประเทศในซีกโลกตะวันตกเกิดความร่วมมือกันในประเด็นการเมือง เศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น การยกระดับมาตรฐานการศึกษา การเสริมสร้างการปกครองภายใต้กฎหมาย (the rule of law) และการปกป้องสิทธิของคนพื้นเมือง (the right of indigenous people)

ในการเจรจา FTAA สหรัฐควรมีแนวทางดังต่อไปนี้

  • ควรยกเลิกภาษีสินค้าอุตสาหกรรมทั้งหมดเพื่อเป็นฐานในการบรรลุข้อตกลงอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ ประเทศเล็กที่ยากจนควรมีระยะเวลาในการปรับตัวที่ยาวนานกว่าประเทศอื่น แต่ต้องไม่ได้ถูกยกเว้นจากกติกาของ FTAA
  • ควรลดภาษีในส่วนของสินค้าเกษตรจนเหลือศูนย์ภายในสิบปี โดยยอมให้มีข้อยกเว้นที่จำกัด
  • ควรลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในสินค้าอุตสาหกรรม
  • ปัญหาการอุดหนุนภายในประเทศที่ไม่น่าจะสามารถแก้ไขได้ในความตกลงระดับภูมิภาค แต่ต้องใช้การเจรจาระดับพหุภาคี เช่นการเจรจารอบโดฮา
  • ในประเด็นของการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ควรมีความตกลงร่วมกันในกฎระเบียบที่ทำให้การเสนอราคาต่อรัฐมีความโปร่งใสและเปิดกว้างมากขึ้น โดยเริ่มการเจรจากันภายในห้าปี - ในส่วนของการค้าการบริการ ควรมีความตกลงร่วมกันที่จะใช้การเจรจาแบบ Negative list ซึ่งจะครอบคลุมการบริการทุกประเภท ยกเว้นสาขาที่กำหนดไว้

กลับสู่ด้านบน


ยกระดับความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (Upgrading NAFTA)

 

NAFTA ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก NAFTA สร้างการเติบโตของการค้าและการลงทุนในภูมิภาคนี้มากกว่าที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ ในช่วงสิบปีแรก การค้าระหว่างประเทศภาคีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยมีมูลค่ามากกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม หลังการเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน (9/11) ประเทศภาคีต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น การเพิ่มมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันการก่อการร้าย มาตรการความปลอดภัยที่สูงนี้ทำให้ต้นทุนในการเคลื่อนย้ายสินค้าและแรงงานสูงขึ้นและมีความยากลำบากมากขึ้น มาตรการ Smart Border Initiative ที่สหรัฐร่วมกับแคนาดา และมาตรการ Border Partnership Action Plan ที่สหรัฐร่วมกับเม็กซิโก ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการรับมือกับสถานการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้น มาตรการข้างต้นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทั้งยกระดับการป้องกันความปลอดภัยและลดความล่าช้าในการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าที่บริเวณชายแดน

แม้ความตกลงจะเกิดขึ้นมาแล้วกว่าทศวรรษ NAFTA ยังคงมีวาระที่สำคัญอีกหลายประการที่ยังเจรจาไม่สำเร็จ การค้าและการลงทุนยังคงมีความไม่แน่ชัดเนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการก่อการร้าย ประเทศภาคียังคงมีความไม่มั่นคงเนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมันในท้องตลาดที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ประเด็นเกี่ยวกับแรงงานและสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหามายาวนานควรได้รับการแก้ไขโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางบริเวณชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก

สำหรับสหรัฐ การทำให้ประเทศเม็กซิโกมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนเป็นภารกิจสำคัญในการเพิ่มความมั่นคงและความปลอดภัยต่อการค้าของสหรัฐ ในขณะเดียวกันสหรัฐจำเป็นต้องเพิ่มความร่วมมือกับแคนาดาในการกำหนดมาตรการความปลอดภัยบริเวณชายแดน เพื่อให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและแรงงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กุญแจสำคัญในการยกระดับ NAFTA อยู่ที่การผสมผสานระหว่างประเด็นเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างลงตัวเพื่อให้ผู้นำทางการเมืองทั้งสามประเทศสามารถปฏิบัติได้อย่างจริงจัง โดยประเทศภาคีควรขยายความตกลงทางการค้าให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น แม้ว่าการจะยกระดับให้ NAFTA กลายเป็นสหภาพศุลกากร (custom union) อาจจะเป็นไปได้ยาก แต่ประเทศภาคีสามารถมุ่งไปสู่การมีภาษีศุลกากรในอัตราเดียวกัน (common external tariff, CET) โดยปรับลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศภาคีให้มีความสอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการขยาย CET ให้ครอบคลุมถึงสินค้าเกษตรอาจเพิ่มความอ่อนไหวทางการเมือง

ข้อดีของ CET คือ CET จะช่วยลดต้นทุนในการนำเข้าสินค้า ลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหากฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าที่เกิดจากการคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศภาคี NAFTA CET ยังส่งเสริมการเปิดเสรีทางการค้าซึ่งอาจจะนำไปสู่การบรรลุความตกลงร่วมกันของประเทศภาคีในการเจรจารอบโดฮา อย่างไรก็ตาม CET อาจจะไม่แก้ปัญหาที่เกิดจากสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองมาเป็นเวลานานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม้เนื้ออ่อน (softwood lumber) ข้าวสาลี และน้ำตาล รวมทั้งปัญหาที่เกิดจากมาตรการตอบโต้การอุดหนุนและการทุ่มตลาด (countervailing and antidumping duties)

นอกจากนั้น ประเทศภาคี NAFTA จะต้องร่วมพัฒนานโยบายความมั่นคงด้านพลังงานภายในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งส่งเสริมการผลิตและการค้าภายในภูมิภาค รวมทั้งยุทธศาสตร์ในการสำรองและการผลิตพลังงานในกรณีที่เกิดภาวะขาดแคลน หลังเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่การทำสงครามกับอิรัก ได้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเพียงพอในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของทวีปอเมริกาเหนือ การพัฒนาการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมทั้งช่องทางอื่นในการผลิตพลังงานจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อทั้งสหรัฐแคนาดาและเม็กซิโก

สหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก มีผลประโยชน์ร่วมกันในการขยายการผลิตพลังงานในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐานในการผลิตพลังงานของสหรัฐกับแคนาดามีความสอดคล้องกัน แต่การกระจายพลังงาน (Distribution of energy supplies) ยังประสบกับปัญหาความแตกต่างในกฎระเบียบของทั้งสองประเทศ ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ด้านพลังงานระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโกยังคงถูกจำกัดอยู่ต่อไปเนื่องจากรัฐธรรมนูญของเม็กซิโกห้ามชาวต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ

ประเทศภาคีทั้งสามประเทศควรมีความร่วมมือกันมากขึ้นในมาตรการการตรวจคนเข้าเมือง (Immigration regulations) โดยเริ่มจากการกำหนดมาตรฐานการให้วีซ่าร่วมกัน (Common visa standards) นอกจากนั้น ประเทศภาคีควรพัฒนาการมีมาตรฐานในการตรวจสอบบุคคลโดยใช้หลักฐานทางเอกสารและการตรวจสอบบุคคลโดยลักษณะทางชีววิทยาร่วมกัน (Common document and biometric identification standards) ในการตรวจการเข้าเมืองของคนเข้าเมืองที่ไม่ใช่พลเมืองของประเทศภาคี

กลับสู่ด้านบน


ปรับยุทธศาสตร์ของสหรัฐในการทำความตกลงการค้าเสรี (Refocusing US Strategy on Free Trade Agreement)

 

เมื่อต้นทศวรรษที่ 1980 FTA ยังคงเป็นแค่เพียงนโยบายที่เป็นทางเลือก แต่ปัจจุบัน FTA กลายเป็นนโยบายการค้าหลักของสหรัฐ สัญญาณของ FTAs เริ่มเด่นชัดขึ้นจากการเจรจา NAFTA ที่มีขึ้นในปี 1991 หลังความล้มเหลวของการเจรจารอบอุรุกวัย ต่อมาเมื่อการประชุม WTO ระดับรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1999 ประสบความล้มเหลว ประธานาธิบดีบิล คลินตันได้เร่งดำเนินการเจรจาเปิดเสรีทางการค้าแบบทวิภาคีกับประเทศจอร์แดน ชิลี และสิงคโปร์โดยทันที

ในปัจจุบัน มูลค่าสินค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศภาคี FTA มีสัดส่วนถึงหนึ่งในสามของมูลค่าการค้าสินค้าทั้งหมดของสหรัฐ หากการเจรจา FTA ต่างๆ รวมทั้ง FTAA เสร็จสิ้นลง ร้อยละ 43 ของการค้าทั้งหมดและครึ่งหนึ่งของการส่งออกของสหรัฐจะอยู่ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี

การเจรจาเปิดเสรีทางการค้าของสหรัฐส่วนใหญ่จะทำกับประเทศทางฝั่งซีกโลกตะวันตกซึ่งเป็นประเทศที่ร่วมอยู่ในการเจรจา FTAA ด้วยเช่นกัน FTA เหล่านี้อาจถือได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญในการบรรลุการเจรจา FTAA ต่อไป อย่างไรก็ตาม FTA ที่มีอยู่ยังไม่รวมการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศบราซิลและประเทศอื่นๆ ที่มีสัดส่วนของ GDP มากถึงเกือบร้อยละ 50 ของประเทศในละตินอเมริกาทั้งหมด

สหรัฐควรปรับยุทธศาสตร์การเจรจา FTA โดยลดจำนวนให้น้อยลง แต่ให้มีผลกระทบมากขึ้นโดยมีเป้าหมายหลักสามประการ

  1. บรรลุการเจรจา FTAA
  2. ลดความเสียหายต่อผู้ส่งออกและนักลงทุนชาวสหรัฐ ที่เกิดจากการถูกกีดกันออกจาก FTA ระหว่างประเทศต่างๆ
  3. เน้นเจรจาการเปิดเสรีทางการค้าในระดับภูมิภาค เช่น ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ โดยเริ่มจากการเจรจากับประเทศขนาดใหญ่ในแต่ละภูมิภาค เช่น อินโดนีเซียและอียิปต์ เป็นต้น

FTAA ซึ่งเป็นการเจรจาเปิดเสรีทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ จะไม่สามารถสำเร็จได้ถ้าประเทศผู้นำเศรษฐกิจของทั้งทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้ไม่สามารถประสานความแตกต่างและเสนอโอกาสใหม่ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนของแต่ละประเทศได้

นอกจากนั้น สหรัฐควรเจรจาเปิดเสรีทางการค้ากับเกาหลีใต้และญี่ปุ่นใหม่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ก่อนหน้านี้เกาหลีใต้และญี่ปุ่นไม่เต็มใจที่จะเจรจาในประเด็นสินค้าเกษตรซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของสหรัฐ แต่นโยบายการค้าในเอเซียตะวันออกได้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดการเจรจาขึ้นใหม่ในอนาคตอันใกล้

ทำไมสหรัฐควรทำ FTA กับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ? แรงผลักดันส่วนหนึ่งก็คือ การแก้ไขความเสียเปรียบที่ธุรกิจสหรัฐมีต่อประเทศอื่นๆ ในเอเซียตะวันออกที่ทำ FTA กับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าส่งออกหลักของสหรัฐ เช่น สารกึ่งตัวนำ (semiconductor) และ อุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องมือสื่อสาร เนื่องจากสินค้าที่ส่งออกจากสหรัฐไปสู่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ในช่วงปลายทศวรรษนี้เราอาจได้เห็นสหรัฐมีความตกลงการค้าเสรีกับประเทศแถบเอเซียแปซิฟิกหรือเห็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

สหรัฐควรมุ่งเจรจา FTA กับประเทศขนาดใหญ่ที่สามารถผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มในภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ เนื่องจาก ประเทศขนาดใหญ่เช่น อินโดนีเซียและอียิปต์ ซึ่งมีความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีกับสหรัฐ จะต้องปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ในขณะเดียวกัน การปฏิรูปดังกล่าวจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มของประเทศในแต่ละภูมิภาคและยังช่วยเสริมเป้าหมายของสหรัฐในการขยายการเจรจาเปิดเสรีทางการค้ากับ ASEAN และการทำ FTA กับประเทศในตะวันออกกลางให้มากยิ่งขึ้น

กลับสู่ด้านบน


 

ร่างกฎหมายการขยายอายุ TPA ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาในเดือนมิถุนายน 2005 ซึ่งจะมีผลครอบคลุมความตกลงเสรีทางการค้าทั้งหมดที่จะมีการลงนามก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2007

ทุก 5 ปี ฝ่ายบริหารจะต้องยื่นรายงานสรุปผลกระทบที่เกิดจากความตกลง WTO ที่มีต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาว่าสหรัฐควรคงสภาพการเป็นสมาชิกใน WTO ต่อไปหรือไม่ ซึ่งเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2005 สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติ 338 ต่อ 86 เสียง คัดค้านการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิก WTO ของสหรัฐ



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)