สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
 

 

วรดุลย์ ตุลารักษ์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 04/05/49


มื่อเร็วๆ นี้มีรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ จะตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพี หากประเทศไทยไม่สามารถลงนามความตกลง FTA กับสหรัฐฯ ภายในปีนี้ได้ ในขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ของไทยก็ได้แสดงความกังวลต่อการสูญเสียประโยชน์ทางการค้าจากการถูกตัดจีเอสพี โดยโครงการจีเอสพีของสหรัฐฯ ที่ให้แก่ไทยจะหมดอายุลงในปลายปี 2549 นี้ ซึ่งไม่แน่ว่าอาจจะมีการต่ออายุไปอีก 5 ปีหรือไม่

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศกำลังพัฒนาตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา โดยอาศัยกฎหมายการค้าหรือ Trade Act 1974 มาตรา 501-502 สิทธิพิเศษดังกล่าวอยู่ในรูปของการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ได้รับสิทธิ โดยปัจจุบันภายใต้จีเอสพี สินค้าส่วนใหญ่จะไม่มีการเก็บภาษีจากสหรัฐฯ

การให้จีเอสพีของสหรัฐฯ จะมีเงื่อนไขต่างๆ ระบุไว้ เช่น ระดับการพัฒนาประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2545 หากรายได้ประชาชาติต่อหัวเกินกว่า 9,266 เหรียญ สหรัฐฯ สหรัฐฯจะเพิกถอนจีเอสพีโดยอัตโนมัติ ประเทศที่ได้รับจีเอสพีจะต้องสร้างความมั่นใจกับสหรัฐฯว่า จะเปิดตลาดให้กับสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ อีกทั้งต้องให้มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด มีการคุ้มครองสิทธิแรงงานที่ดี มีนโยบายลงทุนที่ชัดเจน และลดข้อจำกัดทางการค้าการลงทุน เป็นต้น

เงื่อนไขอีกประการหนึ่งก็คือ สหรัฐฯ สามารถระงับสิทธิพิเศษได้ หากสินค้านั้นมีส่วนแบ่งตลาดเกินกว่า 50% ในตลาดสหรัฐฯ หรือมีมูลค่านำเข้าเกินกว่าเพดานที่สหรัฐฯ กำหนดซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี โดยในปี 2549 เพดานดังกล่าวคือประมาณ 125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5,000 ล้านบาท) อย่างไรก็ตามประเทศผู้ส่งออกยังอาจได้รับสิทธิพิเศษนี้ หากมูลค่านำเข้าของสหรัฐฯ จากทั่วโลกต่ำกว่าเกณฑ์ที่สหรัฐฯกำหนด

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ถอนสิทธิจีเอสพีไปแล้วหลายประเทศ ด้วยหลายเหตุผล เช่น ถอนสิทธิไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ จากการมีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสูงและมีความสามารถในการแข่งขันที่เพียงพอ อิสราเอลจากรายได้ประชาชาติสูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ อาร์เจนตินาจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา นิคารากัวและยูเครนจากการละเมิดสิทธิแรงงาน เป็นต้น

ในกรณีของไทย ที่ผ่านมา จีเอสพีที่ไทยได้รับจากสหรัฐฯ ได้รับการต่ออายุเป็นระยะๆ ล่าสุดคือ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2544 ถึง 31 ธันวาคม 2549

ในปัจจุบัน ประเทศไทยใช้สิทธิจีเอสพีของสหรัฐฯ สูงเป็นอันดับ 4 และเมื่อเร็วๆ นี้ กรมการค้าต่างประเทศของไทยแถลงว่า ในปี 2548 ไทยมีการใช้สิทธิจีเอสพีสหรัฐฯ มีมูลค่า 3,575.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 21.13% ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ

สินค้าส่งออกจำนวน 20 รายการที่มีมูลค่าสูงสุดภายใต้จีเอสพีสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มของ อัญมณีเครื่องประดับ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เคมีภัณฑ์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรทัศน์ เครื่องรับวิทยุโทรศัพท์ บรรจุภัณฑ์พลาสติก ยางเรเดียล อาหารปรุงแต่ง เป็นต้น

ประเด็นที่ควรพิจารณาก็คือ ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา มูลค่าสินค้าส่งออกของไทยภายใต้จีเอสพีสหรัฐฯ อยู่ในระดับ 3% มาโดยตลอด โดยในปี 2548 มูลค่าดังกล่าวอยู่ในระดับ 3.2% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งกล่าวได้ว่าไม่มากนัก นอกจากนี้ การส่งออกของไทยโดยรวมขยายตัวมากขึ้นทุกปีในอัตราเลขสองหลัก แต่มูลค่าสินค้าส่งออกภายใต้จีเอสพีถูกจำกัดโดยเพดานของสหรัฐฯ ดังนั้น จีเอสพีจึงมีความสำคัญต่อการส่งออกของไทยน้อยลงทุกที

หากมีการยกเลิกจีเอสพี สินค้าที่ได้รับผลกระทบมากจะเป็นสินค้าที่พึ่งตลาดส่งออกภายใต้จีเอสพีสหรัฐฯมากที่สุด เมื่อประเมินจากสินค้า 20 รายการที่มีมูลค่าสูงสุดที่ได้รับจีเอสพี จะพบว่า สินค้ากลุ่มเครื่องประดับ และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารอลูมิเนียม จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากพึ่งการส่งออกภายใต้จีเอสพีมากที่สุด ส่วนกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบน้อยคือ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและพลาสติก เนื่องจากส่งออกไปประเทศอื่นๆ ในโลกมาก และยังส่งออกไปในสหรัฐฯ นอกระบบจีเอสพี อีกด้วย

ที่สำคัญ หากสหรัฐฯ ยกเลิกจีเอสพี ผู้ประกอบการไทยก็ยังสามารถส่งออกได้ในอัตราภาษีนำเข้าปกติ ซึ่งไม่ถือเป็นปัญหามากนัก ยกตัวอย่างเช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก มีอัตราภาษีปกติ 3% อัญมณี 5.5% เครื่องรับโทรทัศน์สี 3.9% เป็นต้น ซึ่งเป็นภาษีนำเข้าในระดับที่ไม่สูง และผู้ส่งออกไทยยังสามารถแข่งขันได้

ประเทศไทยจึงไม่ควรสนใจคำขู่ของสหรัฐฯ และเร่งทำ FTA กับสหรัฐฯ เพียงเพราะเกรงว่าจะสูญเสียสิทธิพิเศษจากจีเอสพี เพราะการต้องเร่งรัดยอมรับข้อตกลงที่มีผลกระทบในวงกว้างและมีผลถาวร เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดเกินไป จะไม่คุ้มค่าต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน

 



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th