วรดุลย์ ตุลารักษ
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 02/02/49


ก่อนการประชุม World Economic Forum ที่เมือง Davos สวิตเซอร์แลนด์ จะเริ่มต้นขึ้น Rob Portman ตัวแทนการค้าสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า ในปี 2006 สหรัฐฯมีแผนที่จะเพิ่มจำนวน FTA ให้มากขึ้น โดยเฉพาะ FTA กับ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย “ เราจะประกาศว่า ประเทศใดบ้าง ที่เราจะทำ FTA เพิ่ม แต่ จะไม่ใช่การทำ FTA กับประเทศเล็ก เพราะ เราคิดว่า เราจำเป็นที่จะต้องก้าวไปข้างหน้าเพื่อ ทำ FTA กับประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่กว่า ”

เกาหลีใต้ เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 และเกาหลีใต้กำลังเตรียมความพร้อมในประเด็นการการค้าทวิภาคีต่างๆ เพื่อทำ FTA กับสหรัฐฯ หากสหรัฐฯทำ FTA กับเกาหลีใต้ จะเป็นการทำ FTA ของสหรัฐ กับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด หลังจากที่ได้มีการทำความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) กับแคนาดา และเม็กซิโก

ในภูมิภาคเอเชีย สหรัฐฯมีแผนที่จะทำ FTA กับมาเลเซีย โดย Rob Portman มีกำหนดการพบกับรัฐมนตรีการค้าของมาเลเซียที่ Davos ซึ่งเขากล่าวว่า “ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะสามารถประกาศการทำ FTA กับมาเลเซีย ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ”

นอกจากภูมิภาคเอเชีย สหรัฐฯมีแผนที่จะทำ FTA กับประเทศในตะวันออกกลาง โดย สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ จะเป็นประเทศต่อไป หลังจากที่สหรัฐฯได้ลงนาม FTA กับโอมาน ทั้งนี้ที่ผ่านมาสหรัฐฯทำ FTA กับ โมร็อคโค บาห์เรน อิสราเอล และ จอร์แดน สำหรับการทำ FTA กับอียิปต์ซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในอาหรับนั้น ยังคงมีอุปสรรคทางด้านการเมือง และเศรษฐกิจอยู่

“ ประเทศเหล่านี้เริ่มต้นที่จะปฏิรูปและเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไปไม่ถึงจุดที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ”

นอกจากนี้ Portman มีแผนที่จะพบกับรัฐมนตรีการค้าของสวิตเซอร์แลนด์ที่ Davos ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีความกระตือรือร้นที่จะทำ FTA กับสหรัฐมาก ทั้งนี้ สวิตเซอร์แลนด์ มีการค้าและการลงทุนกับสหรัฐในระดับที่สูง แต่ยังคงเป็นประเทศที่มีการปกป้องภาคเกษตร

Portman กล่าวว่า “ ผมยังไม่สามารถจะมองโลกแง่ดีได้มากกับสวิตเซอร์แลนด์ และไม่แน่ใจนักว่า ปัญหาการปกป้องสินค้าเกษตรจะสามารถแก้ไขได้ ”

ในระยะเวลาที่ผ่านมา การเจรจา FTA ของสหรัฐฯกับประเทศต่างๆ มีความคืบหน้า กล่าวคือ FTA ระหว่าง สหรัฐฯ กับปานามา ก็ใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลง FTA กับ เอกวาดอร์ โคลัมเบีย และไทย กำลังมีการเจรจากันอย่างเอาจริงเอาจัง ในกรณี FTA กับไทย Portman ปฏิเสธสิ่งที่สื่อมวลชนนำเสนอว่า การเจรจา FTA กับประเทศไทยไม่มีความคืบหน้า โดยกล่าวว่า “ เราทำให้เกิดความก้าวหน้าอย่างสำคัญ แม้ว่าสื่อมวลชนไทยได้นำเสนอข่าวการประท้วง แต่เราพบว่า พวกเขาสนใจที่จะทำให้เกิดความก้าวหน้าในประเด็นสำคัญที่ทั้งสองประเทศยังมีความแตกต่างกันอยู่ ”

แม้ว่า ในปี 2006 จะมีการเลือกตั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนของสหรัฐฯ แต่ Portman หวังว่า FTA ที่ลงนามกับเปรูและโอมาน จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาชุดนี้ เช่นเดียวกันกับ การยอมรับ คาซัคสถาน รัสเซีย ยูเครน และเวียดนาม เข้าเป็นสมาชิก WTO

ในอีกมุมหนึ่ง อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเจรจาการค้าที่ เรียกว่า trade promotion authority (TPA) หรือ fast track นั้นกำลังจะหมดอายุลงกลางปี 2007 ภายใต้ TPA ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจในการเจรจา ตลอดจนทำความตกลงทางการค้า โดยรัฐสภาสหรัฐฯ มีอำนาจเพียงให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบต่อข้อตกลงที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่รัฐสภาไม่มีอำนาจในการแก้ไข เปลี่ยนแปลง (amendment) ความตกลงทางการค้าต่างๆ

เงื่อนไขเวลาของ TPA เป็นปัจจัยหนึ่งที่ Portman เร่งที่จะยื่นความตกลงทางการค้าทวิภาคี ให้รัฐสภาเห็นชอบ รวมทั้ง สหรัฐฯต้องการให้การเจรจาต่างๆ ใน WTO ที่เรียกว่า Doha Development Agenda มีข้อยุติ

ในเงื่อนไขเดียวกันในเรื่อง TPA สหรัฐฯจึงต้องการให้การเจรจาต่างๆของ WTO มีความรวดเร็วขึ้น โดยมีความจำเป็นที่จะต้องมี รูปแบบในการปฏิบัติ และกรอบในการปฏิบัติ เช่น สูตรในการคำนวณการลดกำแพงภาษี ที่ต้องยื่นภายใน 30 เมษายน 2006 และข้อเสนอระยะเวลาที่จะลดกำแพงภาษี ภายใน 31 กรกฎาคม 2006

อุปสรรคสำคัญในการเจรจาของ WTO ยังคงเป็น ภาคเกษตร ตั้งแต่ การเจรจารอบโดฮาที่เริ่มต้นในปี 2001 ซึ่ง Portman วิจารณ์ว่า สหภาพยุโรปปฏิเสธที่จะดำเนินการตามข้อเสนอล่าสุดของตนเอง ซึ่งจะทำให้มีการเข้าถึงตลาดได้เพียงเล็กน้อย หรือไม่มีการเพิ่มการเข้าถึงตลาดเลย

“ สหภาพยุโรปไม่ยึดถือสิ่งที่ได้ตกลงกันในเดือนกรกฎาคม 2004 ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญในการปรับปรุงการเข้าสู่ตลาด แต่จุดยืนของสหภาพยุโรปกลับเป็น ข้อเสนอแบบที่เรียกว่า จะยอมรับ หรือไม่ยอมรับ เท่านั้น ซึ่งนั่นไม่ใช่พื้นฐานของการทำความตกลง ”

ที่มา: http://www.usmission.ch/Press2006/0120AmbassadorPortman.htm



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)