สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
 

 

วรดุลย์ ตุลารักษ์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 13/07/49


มื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา นสพ. กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า กรมศุลกากรสหรัฐได้เข้ามาตรวจสอบโรงงานสิ่งทอในประเทศไทย และพบว่า โรงงาน 10 แห่ง ปลอมแปลงสินค้าจีนเป็นสินค้าไทย แล้วส่งออกต่อไปยังสหรัฐ สหรัฐจึงขึ้นบัญชีดำพร้อมทั้งยกเลิกการนำเข้าสินค้าจากโรงงานเหล่านั้น

เรื่องดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประเทศไทย ที่ผ่านมา สหรัฐได้เข้ามาตรวจสอบโรงงานในอินโดนีเซียหลายครั้ง และพบว่ามีการปลอมแปลงสินค้าจำนวนมาก ในสายตาของสหรัฐ อินโดนีเซียจึงเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าผ่านไปยังสหรัฐ

สินค้าที่สหรัฐตรวจสอบมากเป็นพิเศษ ได้แก่ สิ่งทอ กุ้ง และรองเท้า สินค้าเหล่านี้ถูกส่งออกมายังอินโดนีเซีย เพื่อติดฉลากใหม่ เปลี่ยนหีบห่อใหม่ และประทับตรา “เมดอินอินโดนีเซีย” โดยรัฐบาลอินโดนีเซียออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ

การส่งออกสินค้าต่อไปยังประเทศอื่นในลักษณะนี้ถือว่าเป็นการส่งออกสินค้าที่ผิดกฎหมาย (illegal transhipment) เนื่องจาก มีการปลอมแปลงแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของสินค้า

สาเหตุที่มีการส่งออกในลักษณะนี้มาก เนื่องมาจาก สหรัฐปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศด้วยมาตรการกีดกันทางการค้าต่อสินค้าจากเอเซีย ที่มีต้นทุนต่ำและมีราคาถูก

มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ เป็นมาตรการทางการค้าทางภาษีและมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non tariff measures) เช่น มาตรการปกป้องพิเศษสำหรับสินค้าสิ่งทอ (textile specific safeguard) ต่อสิ่งทอและเสื้อผ้าจากจีน การตั้งกำแพงทางภาษีเพื่อตอบโต้การทุ่มตลาดกุ้งจากจีน ไทย เวียดนาม อินเดีย และการจำกัดโควต้ารองเท้าจากจีน เป็นต้น

เมื่อสหรัฐมีมาตรการการที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น การลักลอบส่งผ่านประเทศที่สามก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ในปี 2005 เมื่อสหรัฐมีมาตรการจำกัดการนำเข้าสิ่งทอจากจีน มูลค่าการส่งออกสิ่งทอของอินโดนีเซียไปยังสหรัฐก็เพิ่มสูงขึ้นถึง 17.4% จนมีมูลค่ากว่า 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ รัฐบาลสหรัฐจึงตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งทอที่อินโดนีเซียส่งออกเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งอาจเป็นสิ่งทอของจีน

สาเหตุที่มีการลักลอบส่งออกสินค้าจีนผ่านไปยังอินโดนีเซียเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ ประการแรก อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐที่มีต่ออินโดนีเซีย ต่ำกว่าอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐมีต่อจีน ทั้งนี้ WTO ได้คำนวณอัตราภาษีเทียบเท่าของมาตรการกำหนดโควตาสิ่งทอของสหรัฐที่มีต่อประเทศต่างๆ ปรากฏว่า อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐที่มีต่อเสื้อผ้าและสิ่งทอของจีนสูงถึง 20% และ 33% ตามลำดับ ในขณะที่อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐต่อสินค้าประเภทเดียวกันของอินโดนีเซียอยู่ที่ 8.1% และ 7.8% ประการที่สองคือ อินโดนีเซียมีความหย่อนยานในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า หลังจากที่อินโดนีเซียให้อำนาจแก่รัฐบาลท้องถิ่น ในการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า การทำหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าปลอมในอินโดนีเซีย จึงง่ายกว่าในประเทศอื่นๆ เพราะไม่มีการตรวจสอบจากรัฐบาลกลาง

ประการที่สาม เป็นที่ทราบกันดีว่า อินโดนีเซียมีปัญหาการคอรัปชั่นมาก รายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเซีย (ADB) ระบุว่า อินโดนีเซียมีการคอรัปชั่นในด้านศุลกากร สูงกว่าประเทศอื่นในเอเชีย รวมทั้งเวียดนาม

การส่งออกผิดกฎหมายนี้จึงเป็นการร่วมมือกันของ ผู้ส่งออกในอินโดนีเซีย หน่วยงานราชการ และผู้ผลิตสินค้าต่างประเทศ

ผู้ผลิตรองเท้าของอินโดนีเซียรายหนึ่งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เอเชียไทม์ว่า ผู้ผลิตสินค้าจีนพร้อมจะให้ค่าตอบแทนเพื่อจัดหาหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าของอินโดนีเซีย ในอัตรา 500 เหรียญสหรัฐต่อคอนเทนเนอร์ ด้วยปริมาณการส่งออกเดือนละ 1,000 คอนเทนเนอร์ ผู้ผลิตรองเท้าของอินโดนีเซียดังกล่าวจะได้มีรายได้จากการหาหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าถึงเดือนละ 500,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 20 ล้านบาทเลยทีเดียว !

ในสภาพที่ระบบราชการมีประสิทธิภาพและความโปร่งใสน้อยนี้เอง จึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหาช่องทางหลบเลี่ยงกติกา

อย่างไรก็ดี เมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐขู่อินโดนีเซียว่า สหรัฐจะห้ามนำเข้าสินค้าบางประเภทจากอินโดนีเซีย หากการส่งออกที่ผิดกฎหมายนี้ยังดำเนินอยู่ต่อไป

นอกจากนี้ สหรัฐยังย้ำว่า ก่อนที่สหรัฐจะเจรจา FTA กับอินโดนีเซีย ทั้งสองประเทศจะต้องแก้ไขปัญหาการส่งออกที่ผิดกฎหมายนี้ก่อน

อินโดนีเซียจึงต้องรีบแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะเกรงว่า การค้าระหว่างอินโดนีเซียกับสหรัฐจะสะดุดลง และอินโดนีเซียก็มีผลประโยชน์ทางการค้ากับสหรัฐมาก จากที่สหรัฐเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 2 ของอินโดนีเซีย โดย 15% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2005 ของอินโดนีเซียเป็นการส่งออกไปยังสหรัฐ

อินโดนีเซียเริ่มจำกัดให้หน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นเพียง 14 แห่งมีอำนาจในการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า จากแต่เดิมที่หน่วยงานทางการค้าของรัฐบาลท้องถิ่นทุกแห่งสามารถออกหนังสือดังกล่าว


สำหรับประเทศไทย การที่สหรัฐพบว่า 10 โรงงานของไทยมีการส่งออกในลักษณะที่ผิดกฎหมายถือเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นต้น ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามไปกว่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจังและเร่งด่วน

 



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th