แปลและเรียบเรียงโดย สรนา บุญบรรล
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 24/02/49


วามรู้สึกชาตินิยมมักถูกจุดขึ้นมาเมื่อประเทศไทยเจรจา FTA กับประเทศมหาอำนาจ หลายคนบอกว่า เราควรใช้นโยบายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชาตินิยม เช่น ควรกำหนดเงื่อนไขการลงทุน (performance requirement) กับต่างประเทศในลักษณะที่ให้ผู้ประกอบการหรือนักลงทุนไทยได้เปรียบนักลงทุนต่างประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลควรมุ่งส่งเสริม “อุตสาหกรรมในประเทศ” โดยใช้มาตรการต่างๆ

มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา มีประสบการณ์ยาวนานในการใช้นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายอุตสาหกรรมแบบชาตินิยมเพื่อชาวมาเลย์ บทเรียนของมาเลเซียจึงน่าสนใจและมีความหมายต่อประเทศไทย บทความนี้จะรายงานผลของการใช้นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายอุตสาหกรรมแบบชาตินิยมของมาเลเซีย โดยสะท้อนให้เห็นว่าด้านมืดของนโยบายชาตินิยมคือการแสวงหาประโยชน์ของคนชั้นนำบางกลุ่มบนความเสียหายของประชาชนกลุ่มอื่น

กลุ่มผู้นำเชื้อสายมาเลย์ในพรรคอัมโน (UMNO) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดและครองอำนาจทางการเมืองในมาเลเซียมาตั้งแต่ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษในปี 1957 เรียกร้องให้มีการแก้ไข “นโยบายเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Policy หรือ NEP) ซึ่งถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 1970 เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติในมาเลเซียโดยการให้สิทธิพิเศษแก่พลเมืองเชื้อสายมาเลย์เป็นการเฉพาะ (affirmative action for Malays) อับดุลาห์ อาเหม็ด บาดาวี นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียก็เห็นด้วยถึงความจำเป็นในการแก้ไข NEP เนื่องจากที่ผ่านมา NEP ไม่สามารถกระตุ้นให้พลเมืองเชื้อสายมาเลย์กลายเป็นผู้ประกอบการได้สำเร็จ แต่กลับทำให้เกิดการใช้เงินลงทุนไปในทางที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม เช่นเดียวกันกับพลเมืองมาเลเซียทั้งเชื้อสายมาเลย์และไม่ใช่เชื้อสายมาเลย์จำนวนมากซึ่งเริ่มตั้งข้อสงสัยถึงความจำเป็นของนโยบาย NEP

ประเทศมาเลเซียก็เหมือนประเทศอื่นๆ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่พลเมืองส่วนน้อยเชื้อสายจีนมักมีอำนาจครอบงำเศรษฐกิจการค้าของประเทศ ในขณะที่พลเมืองส่วนใหญ่มีเชื้อสายมาเลย์มักจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเช่น การทำไร่ทำนา หรือ การประมง ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติอย่างรุนแรงและนำไปสู่การเกิดการจลาจลขึ้นในที่สุดในปี 1969 รัฐบาลพรรคอัมโนในขณะนั้นได้ออกนโยบาย NEP ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขความขัดแย้งนี้ NEP กำหนดให้งานข้าราชการส่วนใหญ่ต้องเป็นของ พลเมืองเชื้อสายมาเลย์ และกำหนดโควตาการเข้ามหาวิทยาลัยโดยให้ พลเมืองเชื้อสายมาเลย์ ได้รับสิทธิเข้าเรียนก่อน พลเมืองเชื้อสายจีนและอินเดีย ในส่วนของการลงทุน NEP กำหนดให้ บริษัทต่างๆ ที่จะจัดตั้งขึ้นต้องมีสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเชื้อสายมาเลย์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 นอกจากนี้ ที่อยู่อาศัยหรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์จะต้องถูกจัดแบ่งไว้ให้พลเมืองเชื้อสายมาเลย์ ก่อนโดยให้ส่วนลดเป็นพิเศษอีกด้วย

ในส่วนหนึ่งอาจมองได้ว่า NEP เป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จเนื่องจากหลังการประกาศใช้ประเทศมาเลเซียไม่เคยประสบปัญหาการจลาจลระหว่างเชื้อชาติอีกเลย ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจโดยรวมของมาเลเซียก็ดีขึ้นเรื่อยนับตั้งแต่มี NEP สัดส่วนของนักวิชาชีพเชื้อสายมาเลย์ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น มี ชาวมาเลย์ เป็นทนายความเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30 และเป็นแพทย์เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 40 จากปี 1970 ถึงปี 1990 ในขณะที่ สัดส่วนของผู้ถือหุ้นชาวมาเลย์ในบริษัทต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.4 เป็นร้อยละ 19.3 ในช่วงเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนโดยให้การจูงใจต่างๆ มากมาย สัดส่วนของผู้ถือหุ้นชาวมาเลย์ในบริษัท กลับหยุดนิ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะวิกฤตเศรษฐกิจของเอเซียในปี 1997 ทำให้การถือหุ้นส่วนใหญ่ตกไปอยู่ในมือของชาวต่างชาติ แต่ปัญหาเรื่องการลงทุนในลักษณะไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ก็เป็นปัญหาสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ ยกตัวอย่างเช่น ชาวมาเลย์มักลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อแสวงหาผลกำไรในระยะสั้นจากการซื้อขายหุ้น IPO (initial public offering) มากกว่าการลงทุนระยะยาว นอกจากนี้ วัฒนธรรมการเล่นพวกพ้อง (cronyism) ในสังคมมาเลเซีย ซึ่งเกิดจากนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยมยังแพร่ระบาดอย่างน่าตกใจอีกด้วย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทางการมาเลเซียได้เปิดเผยข้อมูลรายชื่อชาวมาเลย์ที่ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าที่มีมูลค่ามหาศาลนี้กลับไม่ใช่ผู้ประกอบการเชื้อสายมาเลย์ทั่วๆ ไปแต่เป็นกลุ่มอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการค้าของมาเลเซีย ซึ่งก็เป็นรูปแบบที่ไม่แตกต่างจากในสมัยรัฐบาลของมหาเธร์ ที่มักให้สัมปทานที่มีมูลค่ามหาศาลแก่พวกพ้องหรือเครือญาติของตนเอง

สมาชิกพรรคอัมโนส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนให้มีนโยบาย NEP ต่อไป ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีพลเมืองจำนวนหนึ่งทั้งเชื้อสายมาเลย์ จีน และอินเดีย ที่เสนอให้ยกเลิก NEP เพราะเห็นว่าเป็นนโยบายที่เลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม ฝ่ายนักลงทุนตะวันตกก็วิจารณ์ว่า NEP สร้างวัฒนธรรมการพึ่งพิง ทำให้ชาวมาเลย์ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐอยู่ตลอดเวลา และบ่อนทำลายความเจริญก้าวหน้าของประเทศ พลเมืองที่ไม่ได้มีเชื้อสายมาเลย์ถูกบังคับโดยอ้อมให้ต้องไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ซึ่งมีมาตรฐานที่ดีกว่าในมาเลเซีย

อันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคฝ่ายค้านคนปัจจุบัน กล่าวว่า การให้สิทธิพิเศษแก่พลเมืองเชื้อสายมาเลย์เป็นการเฉพาะ ทุกรูปแบบควรถูกยกเลิก นายนิก อาซิส ผู้นำพรรคอิสลามที่ใหญ่ที่สุดของมาเลเซียก็เห็นด้วยกับแนวคิดของ อันวาร์ แม้แต่ดร.มหาเธร์ ที่เคยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อนโยบาย NEP ก็ยังเห็นว่าชาวมาเลย์เริ่มที่จะเคยชินกับการรอคอยการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐจนไม่มีความพยายามที่จะพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง ในช่วงสุดท้ายก่อนที่มหาเธร์ จะลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาจึงได้ยกเลิกระบบการจัดโควตาการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย การยกเลิกมาตรการดังกล่าวส่งผลให้ สัดส่วนนักศึกษาเชื้อสายมาเลย์โดยรวมเพิ่มขึ้น แต่ลดลงในหลักสูตรที่มีการแข่งขันสูงเช่น กฎหมายและแพทย์ การลดลงของจำนวนนักศึกษาเชื้อสายมาเลย์ในหลักสูตรกฎหมายและแพทย์ ส่งผลให้สมาชิกพรรคอัมโนจำนวนมากเรียกร้องให้นำเอาระบบโควตากลับมาใช้เช่นเดิม การเรียกร้องดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่า หรือแท้ที่จริงแล้ววัตถุประสงค์หลักของ NEP นั้นมีขึ้นเพื่อการรักษาอำนาจทางการเมืองของพรรคอัมโน เนื่องจาก NEP เป็นระบบการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติที่เอื้ออำนวยผลประโยชน์อย่างมากมายต่อพลเมืองเชื้อสายมาเลย์ซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ในพรรคอัมโน


ที่มา : The economist ฉบับวันที่ 25 สิงหาคม 2005



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)