สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
 

 

วรดุลย์ ตุลารักษ์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 01/06/49


นการประชุมรัฐมนตรีการค้าอาเซียน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 รัฐบาลไทยปฏิเสธไม่ร่วมกับอาเซียนในการทำ FTA กับเกาหลีใต้ โดยอ้างว่า เกาหลีใต้ปกป้องตลาดข้าวและสินค้าเกษตรของตนหลายรายการ ไทยจึงไม่ยอมทำความตกลงด้วย เพราะคิดว่า FTA นี้จะไม่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย

ใน FTA ดังกล่าว เกาหลีใต้และอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ กำหนดแผนที่จะลดภาษีนำเข้าระหว่างกัน โดยเกาหลีใต้จะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าให้เหลือศูนย์ ภายในปี 2553 ในขณะที่อาเซียนจะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าของตนเหลือ 5% ภายในปี 2555 ส่วนประเทศอาเซียนอีก 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ก็จะเข้าร่วมในความตกลงในภายหลัง

การปฏิเสธไม่ทำ FTA ของไทย (ซึ่งไม่พบเห็นได้บ่อยนัก) จะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย และทำให้ไทยเสียหายทางเศรษฐกิจ หรือไม่ อย่างไร?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจของไทยจากการไม่ทำ FTA เกิดขึ้นได้จากอะไร ในการค้าสินค้าระหว่างประเทศนั้น ภาษีนำเข้าถือเป็นต้นทุนของสินค้า หากอาเซียนและเกาหลีใต้ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าลง จะทำให้ต้นทุนของสินค้านำเข้าหรือส่งออกของทั้งสองฝ่ายต่ำลง และการค้าระหว่างกันก็จะเพิ่มสูงขึ้น

ดังนั้น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็จะเพิ่มมากขึ้นตามมา

แต่เมื่อไทยไม่ร่วมกับอาเซียนในการทำ FTA กับเกาหลีใต้ ไทยก็จะไม่ลดภาษีนำเข้าให้กับเกาหลีใต้ และเกาหลีใต้ก็จะไม่ลดภาษีนำเข้าให้กับไทย

เมื่อเป็นเช่นนี้ สินค้าส่งออกของไทยก็อาจจะถูกสินค้าจากอาเซียน แย่งตลาดเกาหลีใต้ไป หรือแม้ไม่มีคู่แข่ง สินค้าไทยบางรายการก็เสียโอกาสที่จะได้รับการลดภาษีจากเกาหลีใต้ไป กล่าวได้ว่า ไทยจะเสียประโยชน์จากการไม่เข้าร่วมใน FTA นี้อย่างแน่นอน แต่จะเสียประโยชน์มากหรือน้อย เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา

การประมาณการผลกระทบของ FTA อาเซียน-เกาหลีใต้ ทำได้โดยใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า แบบจำลองดุลยภาพทั่วไป (CGE) ซึ่งจะสมมุติให้อัตราภาษีนำเข้าของสินค้าต่างๆ ระหว่างอาเซียนและเกาหลีใต้ทุกรายการเป็นศูนย์ ในขณะที่อัตราภาษีนำเข้าระหว่างไทยและเกาหลีใต้ คงเดิม

การประมาณการทำให้เราทราบว่า ผลกระทบต่อไทยจากการไม่เข้าร่วม FTA นี้ จะทำให้จีดีพีของไทยลดลงประมาณ 0.065% อย่างไรก็ตาม หากเกาหลีใต้และอาเซียนเลือกเปิดเสรีเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม แต่ไม่เปิดเสรีสินค้าเกษตร จีดีพีของไทยจะลดลงเพียงประมาณ 0.062%

จะเห็นได้ว่า ผลกระทบต่อไทยในทั้ง 2 กรณีอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จนแทบจะไม่สามารถรู้สึกได้เลย

เราจึงไม่ต้องกังวลว่า การที่ไทยไม่เข้าร่วมกับอาเซียนในการทำ FTA กับเกาหลีใต้ จะทำให้ไทยเสียประโยชน์มาก จากการถูกสินค้าส่งออกของอาเซียนแย่งตลาดเกาลีใต้ไป

ดังนั้น ไทยจะทำ FTA กับเกาหลีใต้หรือไม่ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่า ในปัจจุบันไทยได้เจรจา FTA แบบทวิภาคีไปแล้วหรือกำลังเจรจาอยู่กับ 8 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ บาร์เรน และเปรู ซึ่ง FTA ของไทยกับทั้ง 8 ประเทศ ถือว่า น่าจะเพียงพอแล้วในปัจจุบัน

สิ่งที่ไทยควรให้ความสำคัญในขณะนี้ก็คือ การแสวงหาประโยชน์จาก FTA ต่างๆ ที่ลงนามไปแล้วมากกว่าการเพิ่มจำนวนของ FTA

ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลไทยควรสร้างมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจาก FTA

ในบางประเทศมีกลไกในการชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบในด้านลบ จากการทำความตกลงทางการค้า เช่น ในสหรัฐเอง ก็มีกลไกที่เรียกว่า Trade Adjustment Assistance

ยิ่งเมื่อการทำ FTA ของไทย ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า ใครได้ประโยชน์และใครเสียประโยชน์ อย่างน้อย รัฐบาลจึงควรมีมาตรการรองรับที่เป็นธรรม เช่น รัฐบาลอาจจัดเก็บภาษีจากผู้ส่งออกที่ได้ประโยชน์จากความตกลง FTA แล้วนำมาจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อฝึกอาชีพ สนับสนุนการปรับตัว ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบในด้านลบ เช่น แรงงานที่ตกงาน หรือเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้า หรือจัดสรรเป็นตาข่ายทางสังคม (social safety net) ในกรณีที่ปรับตัวไม่ได้

 



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th