สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
 

 

วรดุลย์ ตุลารักษ์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 15/05/49


ป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า การประมูลโครงการของรัฐบาลโดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทย มีปัญหาในเรื่องของความโปร่งใสกันมาก นับตั้งแต่การกำหนดสเป็คที่ไม่เป็นกลาง การประกาศข่าวการประกวดราคาที่ไม่ทั่วถึง การสมยอมกันเสนอราคาของบริษัทผู้รับเหมา จนปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาวเรื่องทุจริตคอรัปชั่นอยู่บ่อยๆ

เนื่องจาก ปัญหาที่เกิดขึ้นมักเกี่ยวพันกับข้าราชการและนักการเมืองระดับสูง การแก้ไขปัญหาทางเทคนิค เช่น การเปิดให้มีการประมูลแบบ e-auction จึงแทบจะไม่มีประสิทธิผล

ในมุมนี้ FTA ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในส่วนของการเปิดเสรีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งอยู่ในระหว่างการเจรจา จึงเป็นความหวังที่จะช่วยให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทยมีความโปร่งใส และมีการแข่งขันมากขึ้น

การเปิดเสรีตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ นอกจากจะทำให้รัฐบาลไทยต้องกำหนดกลไกที่ให้ความเป็นธรรมในการแข่งขัน โดยเฉพาะการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (national treatment) แก่บริษัทสหรัฐฯ เช่นเดียวกับบริษัทไทยแล้ว รัฐบาลไทยยังจะต้องปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างอย่างครบวงจรอีกด้วย ทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารการประกวดราคาโดยเปิดเผยอย่างทั่วถึง การมีเกณฑ์การคัดเลือกที่เหมาะสม การประกาศผลในการจัดซื้อจัดจ้างและผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ เป็นต้น

คาดกันว่า โครงการก่อสร้างที่จะอยู่ใต้ความตกลงดังกล่าวคือโครงการที่มีมูลค่าเกินกว่า 280 ล้านบาทขึ้นไป จากสถิติที่ผ่านมา พบว่า ในปี 2546 โครงการก่อสร้างของรัฐที่อยู่ในข่ายดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 23,913 ล้านบาท หรือ 21% ของมูลค่ารวมทั้งหมด ส่วนในปี 2547 โครงการก่อสร้างของรัฐที่อยู่ในข่ายดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 41,229 ล้านบาทคิดเป็น 64.2% ของมูลค่าทั้งหมด เนื่องจากมีโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ

คำถามก็คือ ผู้รับเหมาก่อสร้างของไทยจะสามารถแข่งขันกับผู้รับเหมาต่างชาติได้หรือไม่ ? คำตอบก็คือ น่าจะพอได้ในโครงการบางลักษณะ เช่น เมื่อศึกษาจากโครงการที่ใช้เงินกู้ของธนาคารโลก ซึ่งกำหนดให้มีการประกวดราคานานาชาติ ตั้งแต่ปี 2543-2547 จะพบว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างของไทยสามารถชนะการประมูล 8 โครงการจาก 12 โครงการ ที่เหลือเป็นของบริษัทต่างชาติร่วมทุนกับบริษัทไทย 3 โครงการ ส่วนอีก 1 โครงการเป็นการชนะประมูลโดยบริษัทต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม โครงการที่ผู้รับเหมาก่อสร้างไทยชนะการประมูลมีมูลค่าเพียง 41% ของมูลค่าทั้งหมด เพราะโครงการที่ผู้รับเหมาก่อสร้างไทยชนะมักเป็นโครงการขนาดไม่ใหญ่มาก และไม่ได้ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งทำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างต่างชาติไม่ได้เปรียบอะไร

คำถามที่สำคัญก็คือ การเปิดเสรีตลาดการก่อสร้างภาครัฐ จะทำให้ใครได้และเสียประโยชน์ ?

จากการประเมินสภาพการแข่งขันในตลาดก่อสร้างภาครัฐของไทย พบว่า ตลาดมีอัตราการกระจุกตัวสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการอื่นๆ กล่าวคือ ที่ผ่านมา ประมาณ 88% ของโครงการก่อสร้างของรัฐที่มีมูลค่าเกิน 280 ล้านบาท อยู่ในมือของผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดของไทยเพียง 5 ราย และประมาณ 98% ของโครงการจะอยู่ในมือของผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของไทยเพียง 10 ราย

ตลาดการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่จึงเป็นตลาดที่กระจุกตัวสูงมาก และเมื่อศึกษาส่วนลดที่ได้จากการประมูลในระบบ e-auction ในโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ จะพบว่า หน่วยงานรัฐได้ส่วนลดจากการแข่งขันเฉลี่ยน้อยกว่า 1% จากราคากลาง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงระดับการแข่งขันที่น่าจะจำกัดมาก

ดังนั้น หากมีการทำ FTA กับสหรัฐ จะมีเพียงผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดของไทย 5 ถึง 10 รายเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง ในขณะที่ผู้รับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก

สรุปก็คือ ในสภาพการณ์ที่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในด้านการก่อสร้างของไทยมีการแข่งขันน้อย FTA จะเปิดโอกาสให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาร่วมในการประมูลโครงการต่างๆ ทำให้มีการแข่งขันในตลาด ภายใต้กฎกติกาที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นนี้น่าจะช่วยให้รัฐบาลไทยสามารถประหยัดงบประมาณ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้เสียภาษี

นอกจากนี้ กฎกติกาที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นน่าจะสามารถช่วยลดการทุจริตคอรัปชั่นหรือการสมคบกันประมูลที่เป็นปัญหาของไทยมาอย่างยาวนาน และไม่เคยแก้ได้เสียที



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th