สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
 

 

ณัฐวุฒิ ลักษณาปัญญากุล
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 18/05/49


นการเจรจาด้านบริการด้านสุขภาพในความตกลง FTA ไทย-สหรัฐฯ และ FTA ไทย-ญี่ปุ่น รัฐบาลไทยได้เรียกร้องให้รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ ยินยอมให้ผู้ป่วยของตนที่เข้ามารักษาพยาบาลในไทยสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากระบบประกันสังคมได้ ข้อเรียกร้องนี้มุ่งส่งเสริมนโยบายของไทยในการเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลในภูมิภาค

ในกรณีของญี่ปุ่น ข้อเรียกร้องดังกล่าวคงไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะญี่ปุ่นยินยอมให้ผู้ป่วยของตน เบิกค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลในต่างประเทศได้ร้อยละ 70 อยู่แล้ว หากค่ารักษาดังกล่าวไม่เกินอัตราที่ควบคุมไว้ ส่วนในกรณีของสหรัฐ ผู้ป่วยสหรัฐฯ ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ รวมทั้งไทย ยังไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากระบบประกันสังคมได้ในปัจจุบัน

คำถามก็คือ ถ้า FTA ทำให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทยมากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร?

จุดแข็งของบริการรักษาพยาบาลของไทยคือ การที่โรงพยาบาลชั้นนำของไทยมีบริการที่ดี ได้มาตรฐานสากล ไม่ต้องรอคิวนาน สามารถปรึกษาแพทย์ได้นาน และที่สำคัญ บริการรักษาพยาบาลของไทยยังมีค่าบริการถูกกว่าบริการเดียวกันในประเทศพัฒนาแล้วมาก เช่นเพียงครึ่งเดียว หรือ หนึ่งในสาม

เรียกได้ว่า ผู้ป่วยที่ต้องรักษาพยาบาลที่ใช้ค่าใช้จ่ายมากๆ เช่นผ่าตัด ถ้ามาประเทศไทยก็ถือว่าคุ้มสุดคุ้ม แม้รวมค่าเดินทางและที่พักแล้วก็ตาม !!

ในปัจจุบัน ผู้ป่วยต่างชาติจำนวนมากเข้ารับการรักษาพยาบาลในไทย เช่น เมื่อปี 200 2โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ 7 แห่งของไทยให้บริการแก่ผู้ป่วยต่างชาติถึง 6.3 แสนคน และเพิ่มขึ้นเป็น 9.73 แสนคนในปี 2003 โรงพยาบาลบางแห่งมีรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติมากกว่าผู้ป่วยในภายประเทศ เช่น บางแห่งมีรายได้ 80% มาจากผู้ป่วยต่างชาติ

คำถามก็คือประโยชน์ที่โรงพยาบาลต่างๆ ได้รับ มีต้นทุนทางสังคมหรือไม่ ?

การศึกษาของทีดีอาร์ไอให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ พบว่า โรงพยาบาลเอกชนของไทยได้ใช้ทรัพยากรของประเทศ โดยเฉพาะบุคลากรมากพอสมควรเช่น โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ซึ่งเน้นให้บริการแก่ผู้ป่วยต่างชาติ ได้จ้างแพทย์เฉพาะทางเทียบเท่าจำนวนแพทย์ทำงานเต็มเวลาถึง 174 คน แพทย์ทั่วไป 37 คน ทันตแพทย์ 17 คน พยาบาล 845 คน และเภสัชกร 106 คน

การผลิตบุคคลากรเหล่านี้เป็นต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายเพราะ รัฐบาลได้ให้การอุดหนุนการผลิตแพทย์ในสถาบันการศึกษาของรัฐมาโดยตลอด โดยประมาณ 98% ของค่าใช้จ่ายที่แพทย์แต่ละคนใช้ในการศึกษาในระยะเวลา 6 ปีมาจากการอุดหนุนโดยรัฐ

ต้นทุนในการผลิตแพทย์ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านบาทต่อคน แพทย์เฉพาะทางประมาณ 2.7 ล้านบาทต่อคน ทันตแพทย์ประมาณ 1.62 ล้านบาทต่อคน ต้นทุนบุคลากรทั้งหมดที่รัฐอุดหนุนให้แก่โรงพยาบาลแห่งนี้เพื่อให้บริการผู้ป่วยต่างชาติจึงสูงถึง 315 ล้านบาทตลอดเวลาการทำงานเฉลี่ย 35 ปี หรือประมาณ 9 ล้านบาทต่อปี

สิ่งที่โรงพยาลแห่งนี้ตอบแทนคืนให้แก่สังคมคือ การจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่รัฐ โดยในปี 2004 โรงพยาบาลแห่งนี้มีรายได้ประมาณ 1,873 ล้านบาทจากผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งทำให้เกิดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการให้บริการผู้ป่วยต่างชาติ ประมาณ 82 ล้านบาท

หากมองแบบนักธุรกิจ รัฐบาลได้ลงทุนผลิตบุคลาการด้านการแพทย์ 9 ล้านบาทต่อปี แต่ได้ภาษีกลับมา 82 ล้านบาทต่อปี ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก อย่างไรก็ตาม เราคงมองมิติเดียวแบบนี้ไม่ได้

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การจัดสรรแพทย์ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ มีความไม่เท่าเทียมกันสูงมาก ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่กรุงเทพฯ มีแพทย์ 1 คนต่อประชากร 974 คน แต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแพทย์ 1 คนต่อประชากร 7,542 คน หรือแตกต่างกัน 7.7 เท่า

แนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วของโรงพยาบาลเอกชนในเขตเมือง ยังมีผลในการทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายบุคลากรโดยเฉพาะแพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐในชนบท มาสู่โรงพยาบาลเอกชนในเมืองใหญ่

หากมีการลงทุนในกิจการโรงพยาบาลเพื่อรองรับผู้ป่วยต่างชาติมากขึ้น ปัญหาสมองไหลของแพทย์จากท้องที่ห่างไกลมาสู่กรุงเทพฯ จะยิ่งร้ายแรงขึ้นไปอีก เนื่องจากผลตอบแทนที่แพทย์ได้รับแตกต่างกันมาก

นอกจากนี้ โรงพยาบาลที่ได้รับประโยชน์จากการที่ประเทศเป็นศูนย์กลางบริการด้านสุขภาพ อาจไม่ต้องรับภาระภาษีจริงเสมอไป เช่น ถ้ามีขาดทุนสะสมหรือได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ก็อาจไม่ต้องเสียภาษีในบางปี

สรุปคือ การเปิดเสรีบริการด้านสุขภาพทำให้โรงพยาบาลได้ประโยชน์จากผลกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคบริการคือผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยในท้องที่ห่างไกล จะขาดแคลนแพทย์มากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลต้องมีการอุดหนุนบริการด้านสุขภาพมากขึ้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม

มิฉะนั้น แนวคิดหากำไรทางธุรกิจอย่างเดียวผ่าน FTA จะบ่อนเซาะความเป็นธรรมในสังคม และเป็นนโยบายที่รังแกคนจน!!

 



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th