สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

วรดุลย์ ตุลารักษ์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 16/08/49


มื่อไม่นานมานี้ ปาสคาล ลามี ผู้อำนวยการ WTO ออกมาประกาศว่า การเจรจาขององค์การการค้าโลก (WTO) รอบโดฮาจะเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด หลังจากที่ได้มีการเจราจากันมาอย่างยาวนานกว่า 5 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้าเป็นชิ้นเป็นอัน ความล้มเหลวครั้งล่าสุดของการเจรจารอบโดฮา เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งของ สหภาพยุโรป อินเดีย บราซิล และสหรัฐ ในประเด็นของสินค้าเกษตรเป็นหลัก

ความล้มเหลวของการเจรจาดังกล่าวทำให้ รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของอินเดีย ถึงกับใช้คำพูดว่า การเจรจารอบโดฮาอยู่ระหว่างห้องไอซียูกับหลุมฝังศพ !

นายการุณ กิตติสถาพร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ของไทย กล่าวว่า ความล้มเหลวของการเจรจารอบโดฮาจะมีผลกระทบต่อ ประเทศไทย เนื่องจากจะต้องกลับไปอ้างอิงผลการเจรจารอบอุรุกวัย ตัวอย่างของความสูญเสียดังกล่าวน่าจะรวมถึง การเสียโอกาสในการอ้างอิงปฏิญญาโดฮา (Doha Declaration) ซึ่งมีเนื้อหาที่ให้ประโยชน์แก่ประเทศกำลังพัฒนาหลายเรื่อง เช่น เรื่องการเข้าถึงยา เป็นต้น

การประชุมรอบโดฮาจะคืนชีพกลับมาอีกหรือไม่ ?

เรื่องนี้ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า การเจรจารอบโดฮาจะกลับมา โดยได้มองย้อนกลับไปในปี 1990 ซึ่งการเจรจารอบอุรุกวัยเคยถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนดเช่นกัน ในขณะนั้นผู้เชี่ยวชาญการค้าระหว่างประเทศได้ออกมาให้ความเห็นว่า การเจรจารอบอุรุกวัยจะไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อีก แต่ต่อมาอีก 3 ปี การเจรจาก็เกิดขึ้นมาใหม่ และดำเนินต่อไปจนได้ข้อสรุปเป็นผลสำเร็จ

ตัวอย่างการคืนชีพกลับมาของการเจรจารอบอุรุกวัยทำให้คนในวงการบางคนเชื่อว่า การเจรจารอบโดฮาจะฟื้นกลับมาอีกเช่นกัน

อดีตผู้แทนการค้าไทยประจำ WTO อย่างเกริกไกร จ ีระแพทย์ เคยพูดทำนองว่า การเจรจาการค้าไม่มีวันล้มเหลว เพราะถ้าล้มเหลว นักเจรจาการค้า ซึ่งเดินอยู่เต็มนครเจนีวาก็คงตกงาน คนเหล่านี้มีเทคนิคสารพัดในการทำให้การเจรจาการค้ากลับมาได้อีกเสมอ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงเนื้อหาของความขัดแย้งในครั้งนี้ หนทางที่จะทำให้การเจรจารอบโดฮากลับมาใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายนัก เพราะสหรัฐ สหภาพยุโรป อินเดีย บราซิล ต้องลดความแตกต่างของจุดยืนในการเจรจาซึ่งกว้างมากในปัจจุบันลงมาอีกมาก เพื่อให้การเจรจาดำเนินต่อไปได้

ความยากลำบากดังกล่าว ทำให้เกิดความเห็นอีกฝ่ายหนึ่งที่ว่า การเจรจารอบโดฮาคงจะไม่กลับมาอีกแล้ว ด้วยเหตุผลต่างๆ หลายประการ

ประการแรก ความขัดแย้งในรอบอุรุกวัย เป็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรป ในขณะที่ความขัดแย้งในการเจรจารอบโดฮา เป็นความขัดแย้งหลายฝ่าย เนื่องจากมีตัวละครสำคัญใหม่ๆ คือ อินเดีย และบราซิลเพิ่มเข้ามา

การประนีประนอมผลประโยชน์ของประเทศทั้ง 4 ประเทศ จึงเป็นเรื่องยาก

สหภาพยุโรปใช้นโยบายปกป้องสินค้าเกษตรของตนมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรฐานอาหาร เพื่อกีดกันสินค้าเกษตรนำเข้าจากประเทศอื่นอีกด้วย

สหภาพยุโรปจึงปฏิเสธที่จะลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรในระดับสหรัฐต้องการ เช่นเดียวกันกับ บราซิลและอินเดีย ซึ่งยืนยันอย่างชัดเจนว่า จะไม่เปิดตลาดสินค้าเกษตรของตน

ประการที่สอง อำนาจ ของประธานาธิบดีสหรัฐในการเจรจาการค้า โดยรัฐสภาไม่มีอำนาจแก้ไขความตกลงการค้า (TPA) กำลังจะหมดอายุลงในปีหน้า แม้การเจรจารอบโดฮาจะกลับขึ้นมาใหม่ ก็คงไม่สำเร็จตามเวลาดังกล่าว และมีแนวโน้มว่ารัฐสภาสหรัฐจะไม่ต่ออายุ TPA ให้แก่ประธานาธิบดี เนื่องจาก สมาชิกรัฐสภากลุ่มใหญ่เริ่มไม่สนับสนุนการค้าเสรี และกลุ่มเกษตรกรก็ไม่ต้องการ WTO

ไมค์ คอนนาเวย์ สมาชิกสภาผู้แทนฯ ของสหรัฐ สังกัดพรรครีพลับบลิกัน จากรัฐเท็กซัส ให้สัมภาษณ์ว่า “ดีใจที่การเจรจา WTO ล้มเหลว” ในขณะที่ ทอม บูอิส ประธานสหภาพเกษตรกรแห่งชาติกล่าวในทำนองเดียวกันว่า “การไม่มีความตกลง ยังดีกว่าการได้ความตกลงที่แย่ๆ”

ปัญหาการประนีประนอม ผลประโยชน์ของแต่ละประเทศจึงทำได้ยาก จนอาจทำให้การเจรจารอบโดฮาต้องเข้าสู่สุสานไปอย่างถาวร

หากเป็นเช่นนั้นจริง ทางเลือกของประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?

ไม่ว่าการเจรจารอบโดฮาจะฟื้นกลับมาหรือไม่ ในปัจจุบัน สหรัฐได้ลงนาม FTA กับประเทศต่างๆ ไปแล้ว 14 ประเทศ และอยู่ระหว่างการเจรจากับอีก 11 ประเทศรวมทั้งประเทศไทย โดยล่าสุด รัฐบาลสหรัฐได้นำเสนอร่าง FTA ที่ทำกับเปรู และโคลัมเบีย ให้รัฐสภาผ่านความเห็นชอบ

นอกจากสหรัฐแล้ว สหภาพยุโรปก็หาทางที่จะทำ FTA กับอาเซียนหลังจากการเจรจารอบโดฮาล้มเหลว

การขาดหายไปของ WTO จะทำให้ทางเลือกของประเทศกำลังพัฒนา ในการเจรจาการค้าลดน้อยลง และต้องเผชิญกับความกดดันจากประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีอำนาจต่อรองสูงกว่า อย่างเช่น สหรัฐ ในการเจรจาแบบทวิภาคี หรือการเจรจาแบบตัวต่อตัว

การกดดันในการเจรจากับสหรัฐจะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเสียประโยชน์ในเรื่องสำคัญๆ เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดเสรีการค้าบริการ เป็นต้น

ความล้มเหลวของ WTO ยังจะทำให้การแก้ปัญหาการอุดหนุนสินค้าเกษตร และการเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (antidumping) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งมีผลเสียอย่างมากต่อการค้าโลกและประเทศกำลังพัฒนา

ใครๆ ในเมืองไทย ที่เคยประกาศ “เว้นวรรค WTO" เมื่อหลายปีก่อน เริ่มกลับมาคิดถึง WTO หรือยัง?

 



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th