สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

วรดุลย์ ตุลารักษ์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 29/08/49


นการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ระหว่างวันที่ 21-25 สิงหาคมที่ผ่านมาที่มาเลเซีย อาเซียนได้แสดงความกระตือรือร้นในการเจรจาการค้าเสรีภายในอาเซียนเองและการเปิดเสรีกับประเทศต่างๆ เช่น การเร่งก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้ได้ภายในปี 2015 การยอมรับกรอบความตกลงทางการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Framework Agreement หรือ TIFA) ตามข้อเสนอของสหรัฐ รวมทั้ง ยังเห็นพ้องต้องกันกับญี่ปุ่นในการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างเขตการค้าเสรีเอเซียตะวันออก 16 ประเทศ ซึ่งรวม ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นต้น


ความกระตือรือร้นดังกล่าวของอาเซียนทำให้สหภาพยุโรปออกมาแสดงท่าทีของตน โดยนายเทียรี่ รอมเมล เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป และหัวหน้าคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ประจำมาเลเซีย แถลงข่าวว่า สหภาพยุโรปพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอาเซียนเพื่อช่วยอาเซียนก่อตั้งประชาคมทางเศรษฐกิจ (ASEAN Economic Community หรือ AEC) ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปยังเคยแสดงความสนใจในการทำความตกลงการค้าเสรีกับอาเซียนด้วย

สหภาพยุโรปเห็นว่า การทำ FTA ระหว่างสหภาพยุโรปกับอาเซียน น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย โดยคาดว่าจะเริ่มการเจรจา FTA กับอาเซียน ภายในปีหน้า

ท่าทีดังกล่าวของสหภาพยุโรปส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ สหภาพยุโรปกลัวว่าตนจะหลุดออกจากเวทีการค้าโลก หลังจากที่การเจรจาขององค์การการค้าโลก (WTO) รอบโดฮา ประสบความล้มเหลว

ต่อความต้องการของสหภาพยุโรปเช่นนี้ อาเซียนควรคาดหวังให้เหมาะสมอย่างไร ? ก่อนจะกำหนดท่าทีใดๆ เราควรต้องพิจารณาถึงรูปแบบ FTA ของสหภาพยุโรปที่ได้ทำกับประเทศต่างๆ เสียก่อน จากการวิเคราะห์ของทีมงาน FTAdigest ที่ผ่านมา FTA ของสหภาพยุโรปกับประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ มีลักษณะเฉพาะดังต่อไปนี้

ประการแรก FTA ของสหภาพยุโรปมักจะไม่รวมสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าประมง เช่น เนื้อวัว น้ำตาล ธัญพืช ข้าว ผัก ผลไม้สดบางประเภท และอาหารทะเล เป็นต้น เนื่องจากสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าอ่อนไหว ถ้าจะมีการเปิดเสรี สหภาพยุโรปจะยอมเปิดเสรีสินค้าเกษตรไม่เกินร้อยละ 60 ของการนำเข้าสินค้าเกษตรทั้งหมดของตน

ประการที่สอง ภาษีศุลกากรของสหภาพยุโรปที่จัดเก็บต่อสินค้าอุตสาหกรรมอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ หรือไม่มีการเก็บภาษีในบางรายการ ดังนั้นจึงเป็นการง่ายที่สหภาพยุโรปจะเปิดเสรีสินค้าอุตสาหกรรม เห็นได้จาก FTA ที่สหภาพยุโรปทำกับอียิปต์ แอฟริกาใต้ เม็กซิโก และตุรกี ซึ่งสหภาพยุโรปได้เปิดเสรีสินค้าอุตสาหกรรมทุกรายการ ให้กับประเทศภาคีเหล่านี้

ประการที่สาม เนื่องจากภาษีศุลกากรภายในประเทศภาคีมีอัตราภาษีสูงกว่าอัตราภาษีของสหภาพยุโรป ทำให้สหภาพยุโรปและประเทศกำลังพัฒนาต้องการช่วงเวลาในการปรับตัว (transitional period) ที่แตกต่างกัน

สหภาพยุโรปมักจะยอมรับที่จะมีช่วงเวลาในการปรับตัวที่สั้น และยอมให้ประเทศกำลังพัฒนามีช่วงเวลาในการปรับตัวที่ยาวกว่า การมีระยะเวลาที่ยาวนานกว่าจะช่วยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในประเทศกำลังพัฒนาสามารถปรับตัว เพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดเสรี รวมทั้งรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาก็จะสามารถปรับลดการพึ่งพารายได้จากภาษีนำเข้าสินค้าเหล่านี้

ประการที่สี่ สหภาพยุโรปถูกโจมตีมาโดยตลอดว่าตั้งเงื่อนไขของกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าเข้มงวดมากเกินกว่าการป้องกันการสวมสิทธิ์ทางการค้า สหภาพยุโรปมุ่งใช้กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อเป็นมาตรการ กีดกันการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

ประการสุดท้าย ในอดีต สหภาพยุโรปให้ความสำคัญในประเด็นการเปิดเสรีการค้าบริการและการให้สิทธิในการจัดตั้งบริษัทกับประเทศภาคีน้อยมาก FTA ที่สหภาพยุโรปทำกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น ประเทศแอฟริกาใต้และกลุ่มประเทศเมดิเตอร์เรเนียนนั้น ไม่มีแม้แต่การกำหนดระยะเวลาสำหรับการเปิดเสรีด้านการบริการในอนาคต

นอกจากนี้ มีเพียง FTA ที่สหภาพยุโรปทำกับประเทศเม็กซิโกและประเทศชิลีเท่านั้น ที่มีข้อตกลงครอบคลุมถึงการเปิดเสรีการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ

กล่าวโดยสรุปแล้ว หากสหภาพยุโรปยึดแนวทางเดิมในการทำความตกลง FTA แม้ FTA จะมีความครอบคลุมรายการสินค้าที่เปิดเสรีมาก แต่อาจไม่รวมสินค้าเกษตรที่ประเทศอาเซียนเป็นผู้ส่งออก และกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้ามีความเข้มงวด จะทำให้ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาได้ประโยชน์ไม่มากนัก ทั้งที่สหภาพยุโรปก็เป็นตลาดที่สำคัญ

นอกจากนี้ เรายังต้องระวังด้วยว่า มีประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูงๆ อย่างเช่น การเพิ่มความเข้มงวดด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา แทรกเข้ามาด้วยหรือไม่ ในลักษณะใด

การเจรจากับสหภาพยุโรปจึงต้องเริ่มจากการกำหนดกรอบที่จะเอื้อให้อาเซียนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง และมั่นใจได้ว่า ไม่มีประเด็นอะไรที่อ่อนไหวมากๆ เช่น การเพิ่มความเข้มงวดด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สูงเกินกว่าระดับที่เหมาะสมของอาเซียน

 



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th