สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

วรดุลย์ ตุลารักษ์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 01/08/49


นช่วงสัปดาห์นี้ มีรายงานข่าวว่า ที่ ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน เห็นชอบให้ยุติการเจรจา FTA ระหว่างอาเซียนกับอินเดีย ในขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของอินเดีย กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะมีการสรุปข้อเสนอการเจรจา FTA ภายใน 15 วัน แต่โฆษกกระทรวงการค้าของมาเลเซียก็ออกมาปฏิเสธข้อสรุปดังกล่าว

ความสับสนเช่นนี้ สะท้อนถึงความแตกต่างของท่าทีในการเจรจาของทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายอาเซียนเห็นว่า อินเดียไม่ยอมผ่อนปรนในการเจรจา เพราะอินเดียยืนยันรายการสินค้าไม่พร้อมลดภาษี (Nagative List) มากถึง 854 รายการ ซึ่งมีผลทำให้อาเซียนจะได้ประโยชน์น้อยมาก อาเซียนเคยเสนอว่า รายการสินค้าที่ไม่พร้อมลดภาษีควรมีไม่เกินกว่า 60 รายการ

ทั้งนี้ สินค้าที่อินเดียไม่ยอมลดภาษีบางรายการ เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศ เช่น น้ำมันปาล์มของอินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ส่วนอินเดียเห็นว่า การที่อาเซียนต้องการให้อินเดียลดรายการสินค้าที่ไม่พร้อมลดภาษีลงเหลือเพียง 60 รายการ เป็นความต้องการที่มากเกินไป เนื่องจาก สินค้าเกษตรบางรายการ เช่น น้ำมันปาล์ม ชา กาแฟ พริกไท เป็นสินค้าที่มีผลกระทบต่อการเมืองในประเทศอินเดีย เห็นได้จากการที่ Sonia Gandhi ประธานวุฒิสภาอินเดีย ออกมากล่าวว่า อินเดียไม่ควรเปิดเสรีสินค้าเกษตร เพราะจะกระทบต่อเกษตรกรจำนวนมาก

นสพ. ดิ อิโคโนมิก ไทมส์ ของอินเดีย รายงานว่า อินเดียพยายามประนีประนอมกับอาเซียนด้วยการเสนอมาตรการภาษีนำเข้าภายใต้ระบบโควตา (Tariff rated quotas) กล่าวคือ เป็นการลดภาษีลงต่ำกว่าอัตราปกติ แต่จำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้าบางรายการที่อ่อนไหวดังกล่าวข้างต้น แต่อาเซียนปฏิเสธข้อเสนอนี้

เมื่อการทำ FTA ระหว่างอินเดียกับอาเซียนสะดุดลง ในขณะที่ FTA ระหว่างอาเซียนกับจีนมีความคืบหน้ามากกว่า อินเดียซึ่งกลัวตนจะหลุดออกจากเวทีการค้าโลกจึงหาทางออกโดยเสนอให้ประเทศไทยเร่งทำ FTA กับอินเดีย ให้สำเร็จโดยเร็ว

ต่อความต้องการของอินเดียเช่นนี้ ประเทศไทยควรตอบสนองอย่างไร? ก่อนจะกำหนดท่าทีใดๆ เราควรต้องพิจารณาถึง ประโยชน์ที่ไทยได้รับจาก FTA ไทย-อินเดีย ในระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา

ไทยและอินเดียลงนามความตกลง FTA ระหว่างกันในปี 2547 ในรูปแบบของโครงการเก็บเกี่ยวล่วงหน้า (Early harvest) โดยทั้งสองฝ่ายได้ลดภาษีของสินค้า 82 รายการให้แก่กัน จำนวนรายการดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.6% ของสินค้ากว่า 5,000 รายการเท่านั้น แต่มีการลดภาษีโดยเฉลี่ยมากพอควรคือประมาณ 12%

ในปี 2548 ผู้ส่งออกไทยได้ใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ไทย-อินเดียในการส่งออกสินค้าที่มีการลดภาษีให้แก่กันเป็นมูลค่าประมาณ 80% ของมูลค่าส่งออกในรายการดังกล่าวทั้งหมด หรือเรียกว่ามีอัตราการใช้ประโยชน์ (utilization rate) ประมาณ 80% นั่นเอง

จากการคำนวณของทีมงาน FTAdigest พบว่า ผู้นำเข้าสินค้าของอินเดียสามารถประหยัดภาษีนำเข้าได้ 32.61 ล้านเหรียญสหรัฐจากการใช้สิทธิพิเศษของ FTA การประหยัดภาษีนำเข้าดังกล่าวช่วยให้สินค้าของไทยมีราคาถูกลง และน่าจะทำให้อินเดียนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น

ทั้งนี้ สินค้าที่ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิประโยชน์มากที่สุดได้แก่ พลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ เป็นต้น

ในด้านการนำเข้าสินค้าจากอินเดีย ผู้นำเข้าไทยได้ใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ประมาณ 42% ซึ่งทำให้ผู้นำเข้าของไทยประหยัดภาษีนำเข้าได้ประมาณ 4.63 ล้านเหรียญสหรัฐ จากอัตราภาษีเฉลี่ยที่ลดลง 7.64%

ในภาพรวม การประหยัดภาษีทั้งหมด 37.24 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเพียง 1.3% ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินเดียเท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมาก

กล่าวโดยสรุปคือ แม้ว่าการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ไทย-อินเดียจะมีมากพอสมควรในรายการที่มีการลดภาษีแก่กัน แต่จำนวนสินค้าที่เปิดเสรีระหว่างกัน ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

หากไทยตอบรับข้อเสนอการเจรจา FTA ของอินเดีย เป้าหมายหลักของผู้เจรจาฝ่ายไทยที่ควรดำเนินการอย่างจริงจังก็คือ การเจรจาให้มีการเพิ่มจำนวนสินค้าที่จะได้รับการลดภาษีให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ไทยควรเร่งเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ของฝ่ายอินเดีย โดยเฉพาะกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดมาก และถูกอินเดียใช้เป็นมาตรการปกป้องตลาดภายในประเทศ

การเจรจาที่อาจจะเกิดขึ้นคงเป็นการเจรจาที่เข้มข้นและท้าทายความสามารถของคณะเจรจาของไทยอย่างยิ่ง

 



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th