สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
 

 

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 17/07/49


รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์ว่า ไทยกับสหรัฐจะมีการเจรจาการค้าเสรีกันอย่างไม่เป็นทางการ ก่อนจะแถลงแก้ข่าวในวันต่อมาว่าการเจรจาต้องรอรัฐบาลใหม่ ส่วนปลัดกระทรวงพาณิชย์ก็เสนอว่า ไทยกับสหรัฐน่าจะมีการเจรจาการค้าในรูปแบบของ ความร่วมมือหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement หรือ EPA) เพื่อเป็นกรอบในการอำนวยความสะดวกให้การค้าการลงทุนระหว่างกันสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ในขณะที่รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศก็พูดไปอีกทางหนึ่ง

 

ข้อเสนอที่ดูหลากหลายแต่สับสนเช่นนี้ สะท้อนปัญหาการเมืองภายในของไทย นอกจากนี้ สหรัฐเองก็มีปัญหาภายในเช่นเดียวกัน

ปัญหาการเมืองไทยก็คือ สถานการณ์ในประเทศยังไม่มีความชัดเจน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น นอกจากนั้น การเจรจา FTA ของรัฐบาลไทยยังถูกต่อต้านจากประชาชนในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนปัญหาการเมืองสหรัฐก็คือ กฎหมายการค้า (Trade Act) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการเจรจาการค้าที่เรียกว่า Trade Promotion Authority (TPA) ในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2002 กำลังจะหมดอายุลงในเดือนกรกฎาคมปีหน้า อำนาจดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหรัฐสามารถทำความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศได้โดยสะดวก โดยรัฐสภามีอำนาจแค่การพิจารณาลงมติรับรองหรือไม่รับรอง แต่ไม่มีอำนาจแก้ไขความตกลง

หากไม่มี TPA การเจรจาการค้าของสหรัฐก็จะขาดความน่าเชื่อถือเพราะประเทศคู่ค้าของสหรัฐจะมีความเสี่ยง หากรัฐสภาสหรัฐไม่เห็นด้วยกับความตกลงที่เกิดขึ้นเช่น ต้องการแก้ไขในบางประเด็นที่ได้มีการเจรจากันไปแล้ว หรือเรียกร้องให้มีการเจรจาใหม่

ปัญหาการเมืองของสหรัฐอีกประการหนึ่งก็คือ นโยบายการค้าของรัฐบาลสหรัฐเริ่มเสื่อมความนิยม โดยสมาชิกรัฐสภาจำนวนมากเริ่มไม่ให้การสนับสนุนนโยบายการค้าเสรีของรัฐบาล

จากปัญหาข้างต้นจึงทำให้การเจรจา FTA ไทย-สหรัฐเกิดความชะงักงัน ถ้าเราจะวาดภาพสถานการณ์ในอนาคต ก็คงออกมาใน 3 แนวทางดังต่อไปนี้



แนวทางแรก หากรัฐสภาสหรัฐไม่ต่ออายุ TPA ให้แก่รัฐบาลหลังจากที่ครบกำหนดในเดือนกรกฎาคมปีหน้า การเจรจา FTA กับประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยที่ยังไม่บรรลุความตกลง ก็คงต้องยกเลิกไป

ตามแนวทางนี้ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นมาแทน FTA ก็คือการเพิ่มความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน โดยไม่มีเงื่อนไขการเปิดเสรีการค้ากัน เช่น สหรัฐอาจเสนอให้ขยายกรอบความตกลงทางการค้าและการลงทุน (TIFA) ซึ่งได้ทำกับ 5 ประเทศในอาเซียนรวมทั้งประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2002 ให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

โดยหวังว่า TIFA จะช่วยหลีกเลี่ยงข้อพิพาทในการเข้าสู่ตลาดของประเทศต่างๆ ที่ยากจะหาข้อสรุป ในขณะที่ไม่ต้องพิจารณาประเด็นอุปสรรคทางการค้าที่กำลังเป็นปัญหา เช่น ประเด็นสิทธิแรงงาน ซึ่งรัฐสภาสหรัฐกำหนดเป็นเงื่อนไขในการรับรองความตกลง FTA

ข้อเสนอการทำ EPA ของปลัดกระทรวงพาณิชย์ของไทย ก็มีลักษณะคล้ายกับ TIFA กล่าวคือ เป็นความตกลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นความร่วมมือในประเด็นการค้าบางเรื่องที่สองฝ่ายเห็นร่วมกัน เช่น ความร่วมมือในด้านศุลกากร ความร่วมมือด้านสุขอนามัย เป็นต้น

ประเด็นที่สำคัญคงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไร แต่คงอยู่ที่เนื้อหาของความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายอยากได้จะตรงกันหรือไม่

นอกจากนี้ ในอนาคต หากมีการกลับมาทำ FTA กันอีกรอบ เช่น เมื่อรัฐบาลสหรัฐได้ TPA ครั้งใหม่ FTA ที่จะเกิดขึ้นก็คงไม่ใช่ FTA กับแต่ละประเทศ แต่คงออกมาเป็น FTA ระหว่างสหรัฐ-อาเซียน ซึ่งเป็นความต้องการเดิมของสหรัฐ

แนวทางที่สอง หากรัฐสภาสหรัฐต่ออายุ TPA ไปอีก 5 ปี การเจรจา FTA ไทย-สหรัฐ ก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะในระยะเวลาดังกล่าว การเมืองไทยคงมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่ประเทศไทยก็จะมีคู่แข่งในการทำ FTA กับสหรัฐเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึง เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ซึ่งกำลังเจรจากับสหรัฐอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การต่ออายุ TPA ไปอีก 5 ปีน่าจะมีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจาก สมาชิกรัฐสภาของสหรัฐไม่สนับสนุนการเจรจาการค้าเสรีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น รัฐสภาลงมติผ่านความเห็นชอบความตกลงการค้าเสรีอเมริกากลาง (CAFTA) เมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว อย่างเฉียดฉิวด้วยคะแนนเสียง 217 ต่อ 215 เสียง

อีกทั้ง ในปลายปีนี้ สหรัฐจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลางเทอม ซึ่งมีแนวโน้มว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนที่เคยสนับสนุนการค้าเสรีอาจจะไม่ได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาอีก

การต่ออายุ TPA ไปอีก 5 ปีจึงมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก

แนวทางที่สาม รัฐสภาสหรัฐอาจขยายระยะเวลา TPA ไปในระยะสั้นอีก 2 ปี เพื่อผลักดันให้การเจรจาในเวทีพหุภาคี รอบโดฮาของ WTO บรรลุผล เช่นเดียวกับ ในปี 1993 ซึ่งรัฐสภาสหรัฐได้ขยายระยะเวลา TPA เพิ่มอีก 2 ปี เพื่อผลักดันการเจรจารอบอุรุกวัย

หากเป็นเช่นนั้น ไทยจะมีเวลาเพียงพอที่จะเจรจา FTA กับสหรัฐ แต่คงเป็นการเจรจา FTA กันอย่างเร่งรีบพอสมควร และอย่าได้คาดหวังว่าการเจรจาในอนาคตจะง่ายกว่าที่ผ่านมา

ไม่ว่าสถานการณ์จะออกมาในแนวทางไหน หากจะทำให้การเจรจา FTA ของประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่น รัฐบาลไทยก็คงต้องปรับท่าทีในการเปิดให้ประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ มีส่วนร่วมมากขึ้น ท่าทีล่าสุดของรักษาการรองนายกรัฐมนตรีก็ดูเหมือนจะไปทางนี้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ดี แต่จะเป็นจริงแค่ไหนคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

 



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th