วรดุลย์ ตุลารักษ์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 06/03/49


ะครโทรทัศน์และภาพยนตร์จากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถึงปัญหาการเปิดรับสินค้าวัฒนธรรมดังกล่าว เกาหลีใต้เองก็ต้องลดโควตาภาพยนตร์เกาหลีที่ฉายในโรงภาพยนตร์ก่อนที่จะเจรจา FTA กับสหรัฐ เพื่อให้ภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาฉายได้มากขึ้น การทำ FTA กับประเทศต่างๆ จะทำให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้นหรือน้อยลง ? บทความนี้จะนำเสนอบางแง่มุมของการค้าเสรีที่มีผลกระทบต่อสินค้าวัฒนธรรม

ที่ผ่านมา หลายประเทศแสดงความกังวลในการเปิดเสรีในสาขาเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม อาทิ ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้นำในการยืนยันมาโดยตลอดว่า วัฒนธรรมนั้นต้องเป็นข้อยกเว้นจากข้อตกลงการค้าเสรี รัฐบาลแคนาดามักแสดงความห่วงใยในการเปิดเสรีทางการค้าที่จะกระทบกับวัฒนธรรมเช่นกัน รัฐบาลแคนาดาไม่สนับสนุนการเข้ามาเปิดร้านหนังสือบาร์นส แอนด์ โนเบิล ของสหรัฐฯในแคนาดา เนื่องจากเกรงว่า ร้านดังกล่าวจะไม่วางหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนแคนาดาในปริมาณที่มากพอ รัฐบาลแคนาดายังกำหนดให้มีการเปิดเพลงแคนาดาในรายการวิทยุในสัดส่วนที่เหมาะสม

สเปน เกาหลีใต้ และบราซิล ต่างกำหนดให้ภาพยนตร์ (ที่สร้าง หรือที่ฉาย ) ต้องมีเนื้อหาที่ผลิตในท้องถิ่น ในขณะที่ ฝรั่งเศสและสเปนกำหนดให้รายการโทรทัศน์ต้องมีเนื้อหาที่ผลิตในท้องถิ่นในสัดส่วนที่สูง

กระแสความคิดต่อต้านโลกาภิวัตน์ได้ปรากฏอยู่ในประเทศต่างๆ บนฐานแนวความคิดที่ว่า การค้าเสรีกำลังทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้วัฒนธรรมที่แตกต่างกันของประเทศต่างๆ มีลักษณะเหมือนกันไปหมด และทำให้สินค้าวัฒนธรรมมีมาตรฐานต่ำลง

นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Tyler Cowen ซึ่งเขียนหนังสือเรื่อง “Creative Destruction: How Globalization Is Changing the World's Culture” หรือ “โลกาภิวัฒน์กำลังเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของโลกด้วยการทำลายอย่างสร้างสรรค์” มีความเห็นที่แตกต่างออกไป แม้โลกาภิวัฒน์ได้ทำลายบางอย่างลงไป มันก็ได้สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา เขามีความเห็นดังกล่าวจากการวิเคราะห์การค้าสินค้าวัฒนธรรมระหว่างประเทศ อาทิ ดนตรี งานเขียน ภาพยนตร์ งานศิลปะ

สินค้าวัฒนธรรม เช่น ดนตรี ภาพยนตร์มากมายได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่จากการผสมผสานข้ามวัฒนธรรม เช่นทำให้ดนตรีสไตล์ world music มีชีวิตชีวาและมีความหลากหลายอย่างไม่เคยมีมาก่อน นักดนตรีทั่วโลกไม่น้อยได้นำแนวทางดนตรีของต่างประเทศเข้ามาประยุกต์และได้รับความนิยมจากทั้งต่างประเทศและในประเทศตนเอง เช่น ในอินเดีย 96 % ของตลาดดนตรีเป็นของดนตรีผลิตในประเทศ เช่นเดียวกันกับดนตรี 81 % ในอียิปต์ และ 7 3 % ในบราซิล เมืองในประเทศใหญ่ที่เปิดเสรีมีศักยภาพอย่างมากในการเป็นศูนย์กลางดนตรีของโลกที่สาม อย่าง ไคโร ลากอส และริโอ เดอ จาเนโร

ภาพยนตร์เป็นหนึ่งในประเด็นที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากที่สุด ความสำเร็จของฮอลลีวูดในการส่งออกภาพยนตร์ถูกมองว่าเป็นการครอบงำวัฒนธรรม แต่อย่างไรก็ตามในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ฮ่องกง อินเดีย จีน เดนมาร์ก อิหร่าน ไต้หวัน ได้ผลิตภาพยนตร์ที่มีคุณภาพสูงและได้รับรางวัลจำนวนมาก ภาพยนตร์จากยุโรปก็มีแนวโน้มที่จะกลับมาได้รับความนิยมในโลกอีกครั้ง

ในตลาดหนังสือ ประเทศต่างๆ หลายประเทศยังคงนิยมอ่านหนังสือที่ใช้ภาษาของตนและหนังสือที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของตน นักเขียนจากประเทศโลกที่สามหลายคนเช่น รัชดี ชาวอินเดีย มาเกซ ชาวโคลัมเบีย มาฟูส ชาวอียิปต์ ยังได้รับความนิยมในตลาดนิยายโลก

Cowen จึงสรุปว่า โลกาภิวัฒน์ได้ทำให้สินค้าวัฒนธรรมถูกเสนอให้กับผู้บริโภคในประเทศต่างๆ มากยิ่งขึ้น และ โลกาภิวัตน์ได้ขยายทางเลือก (menu of choices) ให้กับผู้บริโภค การแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรมได้ช่วยแพร่หลายนวัตรกรรมใหม่ๆ ทางด้านวัฒนธรรม และสร้างสรรค์สินค้าวัฒนธรรมให้มีคุณภาพสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น และสร้างให้การค้าและตลาดเฟื่องฟู

Cowen ยกตัวอย่างสนับสนุนว่า ในโลกปัจจุบัน “อเมริกันยัปปี้ ดื่มไวน์ฝรั่งเศส ฟังเพลงเบโธเฟนด้วยเครื่องเสียงจากญี่ปุ่น ใช้อินเทอร์เน็ตเลือกซื้อผ้าเปอร์เซียจากผู้ขายในลอนดอน ดูหนังฮอลลีวูดที่ผู้กำกับเป็นชาวยุโรป และไปเที่ยวบาหลี คล้ายกันกับชนชั้นกลางระดับสูงของญี่ปุ่น วัยรุ่นไทยดูภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เรียนภาษาญี่ปุ่น ฟังเพลงป๊อบจากฮ่องกง และลาติน อย่าง ริคกี้ มาร์ติน ”

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับโลกาภิวัตน์ชี้ว่า การเปิดเสรีการค้าสินค้าวัฒนธรรมจะทำให้สังคมหนึ่งเหมือนกับสังคมอื่นๆ ซึ่งทำให้ความหลากหลายลดลง

แต่ Cowen มองไปที่ความหลากหลายภายในสังคมเอง ซึ่งการค้าเสรีได้เสนอตัวเลือกที่หลากหลายภายในสังคม ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสังคมหนึ่งได้ขายงานศิลปะชนิดใหม่ให้แก่สังคมอื่น ความหลากหลายภายในสังคมอื่นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมีตัวเลือกที่มากขึ้น แต่จะเห็นว่า ความหลากหลายโดยเปรียบเทียบระหว่างสังคมลดลง เนื่องจากสองสังคมเหมือนกันมากขึ้น

ดังนั้น ความหลากหลายควรจะเปรียบเทียบปัจเจกบุคคลหนึ่งกับปัจเจกบุคคลอื่นๆ หรือมองไปที่ทางเลือกที่มีอยู่ต่อปัจเจกบุคคล ซึ่งคือหัวใจของเสรีภาพ

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราข้ามพรมแดนประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง ทั้งสองประเทศอาจจะดูเหมือนกันมากขึ้นกว่าอดีต แต่ปัจเจกบุคคลกลับมีขอบเขตที่กว้างขึ้นที่จะเลือกในการบริโภคด้านวัฒนธรรม และมีความหลากหลายในตัวเลือกที่มากกว่าในอดีต

การแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรมนำมาสู่การปะทะกันของคุณค่าทางวัฒนธรรม แต่ที่สำคัญ โลกมีรายการของทางเลือกที่กว้างขึ้น วัฒนธรรมเก่าต้องเปิดทางให้กับวัฒนธรรมที่ใหม่กว่า ประเทศต่างๆ จึงจะสามารถแบ่งปันสินค้าวัฒนธรรมได้มากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ในบางภูมิภาค การได้มาในการเข้าถึงขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมของโลกและความสามารถที่จะขายสินค้าของตนในต่างประเทศ อาจจะต้องแลกกับการสูญเสียลักษณะบ่งเฉพาะบางอย่างของตนไป

ไม่มีใครทุกคนที่ชอบความจริงนี้ !

เอกสารอ้างอิง : Creative Destruction: How Globalization Is Changing the World's Culture Princeton University Press, 2002



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)