จาก Why a Community Rather Than an FTA? เขียนโดย Hatakeyama Noburu ตีพิมพ์ใน Japan Spotlight ฉบับเดือน มีนาคม/เมษายน 2006


สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 05/07/49


มื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2005 ได้มีการประชุมผู้นำอาเซียน+3 (ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้) ครั้งที่ 9 และมีการประชุมสุดยอดเอเซียตะวันออก (East Asia Summit หรือ EAS) ขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 14 ธันวาคม 2005 โดยสมาชิกของ EAS ประกอบด้วยผู้นำของกลุ่มอาเซียน+3 รวมทั้ง อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เนื่องจากผู้เข้าร่วมประชุมของทั้งอาเซียน+3 และ EAS เกือบจะเป็นกลุ่มเดียวกันทำให้เกิดการแข่งขันกันว่า เวทีใดควรเป็นแกนหลักของการจัดตั้งประชาคมเอเซียตะวันออก (East Asia Community หรือ EAC)

 

เมื่อดูจากการแถลงการณ์กัวลาลัมเปอร์ในการการประชุมผู้นำอาเซียน+3 การประชุมอาเซียน+3 น่าจะถูกเลือกให้เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในการบรรลุภารกิจนี้ ในขณะที่เมื่อดูจากการแถลงการณ์กัวลาลัมเปอร์ในการการประชุมสุดยอดเอเซียตะวันออก EAS คงมีหน้าที่เพียงเพื่อการสร้างประชาคมในภูมิภาค (community building in the region) เท่านั้น ทั้งนี้คำว่าประชาคมในที่นี้คงหมายถึงประชาคมอาเซียนมากกว่าประชาคมเอเชียตะวันออก

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความเห็นว่า การสร้างประชาคมเอเซียตะวันออกจะถูกอภิปรายในการประชุมใดก็ไม่สำคัญ เนื่องจากการสร้างประชาคมเอเซียตะวันออกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากแม้ในระยะยาว สิ่งเดียวที่สามารถเกิดขึ้นได้ในภูมิภาคนี้คือความตกลงเพื่อสร้างเขตการค้าเสรี (FTA) เท่านั้น เหตุผลสำคัญก็คือ ประชาคมและความตกลง FTA มีความแตกต่างกันหลายประการ

 

ประการที่หนึ่ง ประชาคมที่สมบูรณ์แบบจะต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ หนึ่ง ประชาคมเศรษฐกิจ (economic community) สอง ประชาคมความมั่นคงและการเมือง (security and political community) และสาม ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (social and cultural community) ในขณะที่ความตกลง FTA จะครอบคลุมแค่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น EU ในฐานะที่เป็นต้นแบบของประชาคมประกอบด้วยทั้งสามส่วนอย่างครบถ้วน ในการลงนามปฏิญญาบาหลี 2 เมื่อปี 2003 (Bali Concord ?? 2003) อาเซียนได้ประกาศว่าจะสร้างประชาคมอาเซียนที่มีองค์ประกอบทั้งสามส่วนขึ้นในอนาคต ส่วน NAFTA คือต้นแบบของ FTA สมัยใหม่ที่มีเนื้อหาหลายประเด็น แต่ก็ล้วนเป็นประเด็นเศรษฐกิจ



หลายประเทศในเอเซียรวมทั้งญี่ปุ่น มีการจัดการด้านความมั่นคงแบบทวิภาคีกับสหรัฐ มีความเป็นไปได้สูงมากว่า การจัดการความมั่นคงภายในภูมิภาคของประชาคมเอเซียตะวันออกจะขัดกับการจัดการด้านความมั่นคงที่มีอยู่แล้ว ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศในทวีปเอเซียส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะเป็นประชาคมอย่างเต็มรูปแต่พร้อมที่จะมีแค่ประชาคมเศรษฐกิจเท่านั้น

 

ประการที่สอง ประชาคมมักจะเรียกร้องความยินยอมจากสมาชิกในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจการปกครอง ยกตัวอย่างเช่น การที่สมาชิกของ EU ยอมรับและปฏิบัติตามนโยบายการค้าและการแข่งขัน (trade and competition policies) ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศอาเซียนยังไม่พร้อมที่จะยอมมอบอำนาจอธิปไตยของประเทศตนเองแม้จะเป็นแค่เพียงบางส่วนก็ตาม การลงนามปฏิญญาบาหลี 2 ของอาเซียนเน้นความสำคัญของหลักการการไม่แทรกแซง (principle of non-interference) ซึ่งเป็นหลักการที่ขัดกับแนวคิดการจัดตั้งประชาคมที่ว่า ประเทศสมาชิกจะต้องยินยอมมอบอำนาจอธิปไตยบางส่วนของประเทศให้แก่ประชาคม หนึ่งในผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนยังเคยกล่าวไว้ว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) จะเป็นการร่วมมือในลักษณะของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN economic partnership agreement) กล่าวคือจะเป็นการขยายความตกลง FTA อาเซียนให้ครอบคลุมไปถึงการค้าบริการและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการจัดตั้งประชาคม

 

เนื่องจากในขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีน และญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ไม่ค่อยสู้ดี อาเซียนจึงต้องเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งประชาคมเอเซียตะวันออก (EAC) อย่างไรก็ตาม ในเมื่อการสร้างประชาคมอาเซียนก็ยังไม่สามารถทำได้ เราจึงอาจสันนิษฐานได้ว่าอาเซียนคงไม่สามารถที่จะเป็นผู้นำในการสร้างประชาคมเอเซียตะวันออกได้สำเร็จ สิ่งเดียวที่อาเซียนน่าจะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้นั้นคือ ความตกลงการค้าเสรีเอเซียตะวันออก เหมือนในกรณีของความพยายามที่จะสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นเพียงแค่การขยาย AFTA ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีของอาเซียนเท่านั้น

 

ประการที่สาม ในการสร้างประชาคมทุกประเทศสมาชิกจะต้องมีค่านิยมร่วมกัน (common value) ยกตัวอย่างเช่น ค่านิยมเกี่ยวกับการปกครองแบบประชาธิปไตย ความโปร่งใส การปกครองภายใต้กฎหมาย และการเคารพสิทธิมนุษยชน เป็นต้น แต่สำหรับการทำความตกลง FTA สิ่งนี้ไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็น อย่างไรก็ตามในภูมิภาคเอเซียตะวันออกนั้นประกอบไปด้วยทั้งประเทศที่ปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์และประเทศที่ผู้นำการปกครองมาจากเผด็จการทหารซึ่งเป็นการปกครองที่ขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตย การไม่ยอมรับประเทศคอมมิวนิสต์เป็นสมาชิกของ EU คือสาเหตุที่ทำให้ประเทศฮังการีและประเทศโปแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่เคยปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์ต้องใช้เวลามากกว่าทศวรรษในการเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของ EU ในทางตรงกันข้ามสำหรับการทำความตกลง FTA ประเทศภาคีไม่จำเป็นต้องมีค่านิยมที่เหมือนกัน สิ่งเดียวที่ความตกลง FTA ต้องการคือการมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันเท่านั้น

 

ความแตกต่างสามประการระหว่างการสร้างประชาคมกับความตกลง FTA แสดงให้เห็นว่า เอเชียตะวันออกควรรวมตัวกันเป็นเขตการค้าเสรีมากกว่าเป็นประชาคม คำถามก็คือ เพราะเหตุใดผู้นำประเทศในเอเซียตะวันออกจึงมีเป้าหมายไปที่การสร้างประชาคมเอเซียตะวันออกแทนที่จะริเริ่มเขตการค้าเสรีเอเซียตะวันออก (East Asian Free Trade Area หรือ EAFTA)?

 



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)