สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
 

 

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
โครงการ FTAdigest ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เริ่มเผยแพร่: 07/06/49


ารเชื่อมโยงกันทางการค้าในภูมิภาคเอเซียตะวันออกได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ในปัจจุบัน กว่าร้อยละ 57 ของการค้าของประเทศในเอเซียตะวันออกเป็นการค้าภายในภูมิภาค (intra- regional trade) ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าการค้าภายในภูมิภาคของ NAFTA และใกล้เคียงกับของสหภาพยุโรปแล้ว

สัดส่วนของการค้าในภูมิภาคในระดับสูงดังกล่าวเป็นผลมาจากการขยายตัวของเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค ซึ่งมีญี่ปุ่นเป็นศูนย์กลางในอุตสาหกรรมสำคัญๆ หลายอุตสาหกรรมเช่น ยานยนต์ เครื่องจักรกลและอิเลคทรอนิกส์ ในขณะที่จีนเป็นฐานการผลิตสำคัญที่สุด ติดตามมาด้วยอาเซียน

ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศในเอเซียตะวันออกได้เจรจาการค้าแบบทวิภาคีกันจนเกิดเป็นเขตการค้าเสรี (FTA) มากมาย แต่เขตการค้าเสรีเหล่านี้เกือบทั้งหมดมีขนาดเล็กและไม่เชื่อมโยงกัน ซึ่งทำให้เครือข่ายการผลิตที่เกิดขึ้นไม่มีประสิทธิภาพ

ในเวลาเดียวกัน การรวมกลุ่มเป็นเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ (super bloc) ในภูมิภาคอื่นกลับมีความชัดเจนกว่า ดังจะเห็นได้จากการขยายสมาชิกของสหภาพยุโรปออกไปอย่างต่อเนื่อง และมีการเจรจาเพื่อสร้างเขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกา (FTAA) ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว

พัฒนาการดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลแก่ผู้นำรัฐบาลของหลายประเทศในเอเซียตะวันออกเป็นอย่างมาก เพราะเกรงว่าตนจะถูกปิดกั้นออกจากเขตการค้าเหล่านั้น แต่ความพยายามในการรวมประเทศในภูมิภาคให้เป็นเขตการค้าเสรีเดียวกันก็ยังไม่ไปถึงไหนทั้งๆ ที่มีผู้เสนอสูตรต่างๆ มากมายจนจำชื่อได้ไม่หมด

สาเหตุที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือ ประเทศใหญ่ๆ ในภูมิภาคคือ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ต่างมีปัญหาขัดแย้งกันทางการเมือง อันสืบเนื่องมาจากเหตุผลทางประวัติศาสตร์

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีด้านการค้าและอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้กล่าวว่า การเจรจา FTA ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีความคิดต่อประวัติศาสตร์ที่ไม่ตรงกัน การเจรจา FTA ของทั้งสองประเทศจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อญี่ปุ่นสามารถเปลี่ยนมุมมองทางประวัติศาสตร์ของตนได้

ปัญหาระหว่างญี่ปุ่นกับจีนก็มีลักษณะเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเอเซียในตะวันออก จึงไม่มี “ เจ้าภาพ” ที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

ล่าสุด นาย Nikai รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) ได้เสนอรูปแบบการรวมกลุ่มเศรษฐกิจสูตรใหม่ที่เรียกว่า “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบในเอเซียตะวันออก” หรือ Comprehensive Economic Partnership in East Asia (CEPEA) และกำลังเดินสายขายแนวความคิดนี้แก่ผู้นำประเทศต่างๆ อย่างขยันขันแข็ง เพื่อให้สามารถเริ่มการเจรจากันได้ในปี 2008

เป้าหมายของ CEPEA ก็คือ การพัฒนาเครือข่ายการผลิตในเอเซียตะวันออก16 ประเทศ (รวมทั้งเกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ผ่านการทำความตกลงซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญต่างๆ ทั้งหมดทั้งการค้าสินค้า กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าร่วม (common rules of origin) ทรัพย์สินทางปัญญา การบริการ และการลงทุน เป็นต้น

METI ประมาณการว่า CEPEA จะช่วยทำให้จีดีพีของทั้งภูมิภาคเพิ่มขึ้นประมาณ 8.5 ล้านล้านบาท โดย 1 ใน 5 เป็นการเพิ่มขึ้นของจีดีพีญี่ปุ่น

ลักษณะเด่นของ CEPEA ก็คือ การใช้อาเซียนเป็นแกนกลางในการรวมกลุ่ม ด้วยเหตุผลที่สำคัญ 2 ประการคือ หนึ่ง อาเซียนได้ตกลงหรือกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ตลอดจนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์แล้ว สอง อาเซียนไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองกับประเทศใดในกลุ่ม

ตามสูตรนี้อาเซียนจึงถูกยกฐานะจากตัวประกอบมาเป็น “เจ้าภาพ” ในขณะที่ญี่ปุ่นจะถอยออกมาเล่นบท “สปอนเซอร์” แทน

ข้อเสนอที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ การจัดตั้งสถาบันวิจัย ซึ่งเรียกชื่อในเบื้องต้นว่า ERIA ขึ้นมาศึกษาเพื่อหาข้อเสนอและทางเลือกต่างๆ ในการรวมกลุ่มทางการค้าระหว่างกัน โดยจะระดมสรรพกำลังจากภาครัฐและสถาบันวิจัยของประเทศต่างๆ ทั้ง 16 ประเทศ เพื่อให้เกิดองค์กรคล้ายๆ กับสำนักเลขาธิการของ OECD

ตามแผนของญี่ปุ่น สถาบันวิจัยนี้จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักเลขาธิการอาเซียน ในการกำหนดหัวข้อวิจัย แผนงาน รวมทั้งเตรียมข้อมูล และข้อเสนอต่างๆ ในการสร้าง CEPEA ให้แก่ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีและผู้นำประเทศสมาชิก




คำถามก็คือ CEPEA จะเป็นจริงได้หรือไม่?

ในเบื้องต้นนี้ ดูเหมือนว่า ข้อเสนอของญี่ปุ่นได้รับการตอบสนองจากอาเซียนค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม หัวใจของความสำเร็จของ CEAPEA จะขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของอาเซียนเอง

ปัญหาก็คือ ในปัจจุบัน อาเซียนยังไม่มีเอกภาพเท่าที่ควร เพราะเขตการค้าเสรีของอาเซียน หรือ AFTA เองก็ยังเป็นการรวมกลุ่มแบบหลวมๆ ซึ่งยังมีการใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษระหว่างกันไม่มากนัก

นอกจากนี้ FTA ที่อาเซียนลงนามไปแล้วหรือกำลังเจรจาอยู่ทั้ง 5 ความตกลงนั้น ก็ยังมีเนื้อหาที่แตกต่างกันมาก เช่น FTA อาเซียน-จีนจะเปิดเสรีเฉพาะการค้าสินค้า ในขณะที่ FTA อาเซียน-เกาหลีใต้ จะมีการเปิดเสรีแบบรอบด้านยกเว้นสินค้าเกษตร ส่วน FTA อาเซียน-ญี่ปุ่นในปัจจุบันก็ยังเป็นการเจรจารายประเทศอยู่

ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพูดถึง กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดของสินค้าชนิดเดียวกันที่แตกต่างกันในแต่ละความตกลง

ที่สำคัญที่สุด การที่ประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศแยกไปเจรจา FTA กับประเทศต่างๆ ก็ยิ่งทำให้เอกภาพของอาเซียนน้อยลงไปทุกที จนมีคนล้อเลียนว่าคำว่า AFTA น่าจะย่อมาจาก Act First, Think After (ทำก่อนคิดทีหลัง)

คงถึงเวลาแล้วที่ผู้นำอาเซียนจะต้องปรับยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศเสียใหม่ โดยหันมารวมกลุ่มกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

มิฉะนั้น ประชาคมเศรษฐกิจในเอเซียก็จะยังเป็นความฝันต่อไป

 



ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ nuttawut@tdri.or.th